POCKET BOOK: Inner Life Style in Bangkok

Posted: มีนาคม 20, 2013 in Pocket Book

พฤติกรรมผู้บริโภคของคนกรุงเทพฯ
ปัจจุบันพฤติกรรมการดำรงชีวิตในกรุงเทพที่เปลี่ยนไป ถ้าเปรียบเทียบกับเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา มีความต้องการความสะดวกสบายโดยเฉพาะในเรื่องการเดินทาง เนื่องจากการประชากรที่เพิ่มมากขึ้น และการจราจรที่ติดขัดอย่างรุนแรง พฤติกรรมของผู้บริโภคในการเดินทางมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมที่ส่วนใหญ่นิยมใช้รถยนต์ส่วนบุคคลไปเป็นการใช้รถไฟฟ้าต่างๆ ที่ทางรัฐบาล และกรุงเทพฯได้เริ่มดำเนินการ

ความต้องการความสะดวกสบายกับการเป็นอยู่ในปัจจุบัน
การเดินทางที่แสนสะดวกในกรุงเทพฯ
ประวัติรถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นรถไฟฟ้าสายแรกของกรุงเทพฯ ที่ดำเนินการ โดยบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นโครงการที่ลงทุนโดยเอกชนทั้ง 100 % เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2542 ใน 2 เส้นทาง คือสายสุขุมวิท ระยะทาง 17 กม. ได้รับชื่อพระราชทานว่า “รถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา สาย 1″ และเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2554 ได้เปิดให้บริการส่วนต่อขยาย สายสุขุมวิทอย่างเป็นทางการ ระยะทาง 5.25 กม. จากสถานีอ่อนนุชถึงสถานี แบริ่ง และสายสีลม ระยะทาง 6.5 กม. ซึ่งได้รับชื่อพระราชทานว่า “รถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา สาย ๒” และเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2552 ได้เปิดให้บริการส่วนต่อขยายสายสีลมอย่างเป็นทางการ ระยะทาง 2.2 กม. จากสถานีสะพานตากสินถึงสถานีวงเวียนใหญ่ ซึ่งทำให้มีระยะทางในการให้บริการรวม 30.95 กม. ใน 30 สถานี ระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นระบบขนส่งมวลชนความจุสูงแบบมาตรฐาน ที่ใช้กันแพร่หลายในเมืองใหญ่ทั่วไป ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน วิ่งบนรางคู่ยกระดับ แยกทิศทางไปและกลับ โดยมีรางป้อนกระแสไฟฟ้าอยู่ด้านข้าง (Third Rail System) สามารถให้บริการแก่ผู้โดยสารได้มากกว่า 1,000 คน ต่อขบวน ในขณะที่การเดินทางโดยรถยนต์ ต้องใช้รถยนต์จำนวนมากถึง 800 คัน เพื่อขนส่งผู้โดยสารในจำนวนที่เท่ากัน นับได้ว่าการให้บริการของรถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นการพลิกโฉมรูปแบบการเดินทาง และเป็นการปฏิวัติมาตรฐานการให้บริการของระบบขนส่งมวลชน นอกจากการให้บริการที่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นศูนย์รวมของธุรกิจการค้า ย่านที่พักอาศัย และแหล่งช้อปปิ้งชั้นนำแล้ว เรายังมีโครงการส่วนต่อขยายเพื่อขยายพื้นที่สำหรับให้บริการ และเข้าถึงผู้โดยสารได้มากยิ่งขึ้น

องค์การรถไฟฟ้ามหานคร ซึ่งก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2535 จัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานคร พ.ศ 2535 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2535 ชื่อภาษาอังกฤษคือ Metro Politan Rapid Transit Authority มีวัตถุประสงค์ในการจัดระบบขนส่งมวลชน ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดยใช้รถไฟฟ้า

ในภายหลังได้มีการออกพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2543 โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 ธันวาคม 2543 องค์การรถไฟฟ้ามหานครจึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

พระราชบัญญัติฉบับใหม่ดังกล่าวยังให้อำนาจหน้าที่องค์การรถไฟฟ้ามหานคร เพิ่มขึ้นหลายอย่าง เช่น มีอำนาจกำหนด “เขตปลอดภัยระบบรถไฟฟ้า” เพื่อ คุ้มครองอุโมงค์และสิ่งก่อสร้างใต้ดิน และกำหนดเขต “ระบบรถไฟฟ้า” เพื่อคุ้มครองดูแลคนโดยสารรถไฟฟ้า และระบบรถไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังให้ องค์การรถไฟฟ้ามหานคร สามารถหารายได้ทางอื่นนอกจากค่าโดยสาร และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้ตามความจำเป็น เพื่อประโยชน์แก่การให้บริการรถไฟฟ้า และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการรถไฟฟ้า ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้ง ยังอาจดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดอื่นตามที่จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้อำนาจด้วย
โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้เปิดบริการเดินรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของประเทศ โดยใช้ชื่อว่า รถไฟฟ้ามหานคร โดยแบ่งเป็นหลายสาย ดังนี้

1. รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ เปิดใช้เมื่อ พ.ศ. 2547 เป็นสัมปทานของบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แต่กำลังเจรจากับบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในการขอซื้อคืนสัมปทานโครงการ และว่าจ้างเดินรถในรูปแบบ PPP Gross-cost แทน ส่วนต่อขยายช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค อยู่ระหว่างการก่อสร้างตามสัญญาที่ 1-7

2. รถไฟฟ้ามหานคร สายสีม่วง (บางใหญ่-ราษฎร์บูรณะ) ช่วงบางใหญ่ – บางซื่อ อยู่ระหว่างการก่อสร้างตามสัญญาที่ 1-3 โดยสัญญาที่ 4 (งานจัดหา, ดูแลซ่อมบำรุง, ให้บริการ ระบบรถไฟฟ้า) เป็นของบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งสัญญาที่ 5 อยู่ในระหว่างการเจรจากับ BMCL ในการเดินรถเพิ่มอีก 1 สถานี และสัญญาที่ 6 รอเซ็นสัญญาก่อสร้างอย่างเป็นทางการ ช่วงราษฎร์บูรณะ – บางซื่อ อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียด

3. รถไฟฟ้ามหานคร สายสีส้ม (บางขุนนนท์-มีนบุรี) ช่วงมีนบุรี – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย อยู่ระหว่างการเตรียมการประมูลโครงการในปี พ.ศ. 2555 ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – บางขุนนนท์ อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียด (คงไว้เป็นส่วนต่อขยาย เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าโครงการที่เหลือเป็นโครงการใต้ดินทั้งหมด)

4. รถไฟฟ้าสายสีชมพู (ปากเกร็ด-มีนบุรี) อยู่ระหว่างการเตรียมประมูลโครงการ

5. รถไฟฟ้าสายสีเหลือง (รัชดาภิเษก/ลาดพร้าว-สำโรง) อยู่ในระหว่างการเตรียมประมูลโครงการ
นอกจากนี้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ยังได้รับสัมปทานในการก่อสร้างส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าบีทีเอส สายสุขุมวิทหรือ สายสีเขียวอ่อน (ลำลูกกา – สมุทรปราการ) ต่อจากกรุงเทพมหานคร เพื่อทำการขยายเส้นทางจากตัวเมืองออกสู่จังหวัดใกล้เคียง โดยเมื่อเสร็จสมบูรณ์เส้นทางรถไฟฟ้าสายนี้จะมีความยาวถึง 66.5 กิโลเมตร (รวมเส้นทางของ BTSC และกรุงเทพมหานคร) โดยรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนได้แบ่งโครงการในการก่อสร้างดังนี้
ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท ระยะที่ 2 (แบริ่ง – เคหะสมุทรปราการ) กำลังดำเนินการก่อสร้าง โดยอยู่ระหว่างดำเนินการรื้อย้ายสาธารณูปโภค
ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท ระยะที่ 3 (เคหะสมุทรปราการ – บางปู) อยู่ระหว่างการศึกษาเส้นทางเดินรถและออกแบบรายละเอียด
ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท – พหลโยธิน ระยะที่ 1 (หมอชิต – สะพานใหม่) ออกแบบเสร็จเรียบร้อยและผ่านการเห็นชอบด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว อยู่ระหว่างจัดเตรียมการประกวดราคา
ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท – พหลโยธิน ระยะที่ 2 (สะพานใหม่ – คูคต) อยู่ระหว่างการศึกษาเส้นทางเดินรถและออกแบบรายละเอียด
ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท – พหลโยธิน ระยะที่ 3 (คูคต – ลำลูกกา) อยู่ระหว่างการศึกษาเส้นทางเดินรถและออกแบบรายละเอียด

การสื่อสารและการส่งข้อมูลที่สะดวกรวดเร็วในกรุงเทพฯ
การสื่อสารและการส่งข้อมูลในกรุงเทพฯ ได้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค พฤติกรรมการสื่อสารของคนในกรุงเทพฯได้เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การสื่อสารที่สำคัญในกรุงเทพฯในปัจจุบันและมีแนวโน้มจะเป็นที่นิยมสูงสุดในอนาคต คือ การใช้อินเทอร์เน็ตเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก อินเทอร์เน็ตมีพัฒนาการมาค่อนข้างยาวนานจาก อพาเน็ต(ARPANET) ในปี พ.ศ. 2512 โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาเพื่อเชื่อมโยงศูนย์งานวิจัยของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา

เครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีการกำหนดคอมพิวเตอร์หลักที่ต่ออยู่บนเครือข่ายให้มีหมายเลขประจำเหมือนกับหมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขนี้จะเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน เช่น เครื่องนนทรีใช้หมายเลข 158.108.207 รหัสประจำเครื่องที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้นี้อาจยุ่งยากต่อผู้ใช้เพราะมีตัวเลขหลายตัว จึงมีการสร้างชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ในหลักสากลเพื่อให้มีชื่อเรียกเป็นที่เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น เช่น nontri.ku.ac.th

1. ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายเหมือนเครือข่ายโทรศัพท์ที่เชื่อมโยงเข้าหากันได้ทั่วโลก ด้วยเหตุนี้การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์จึงทำได้ในทุกเครือข่ายทั่วโลก การใช้ประโยชน์จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีมากมาย เช่น
1.1 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นสิ่งที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง สามารถส่งข่าวสารถึงกันได้ทั่วโลก มีแนวโน้มการขยายตัวและจำนวนผู้ใช้อย่างรวดเร็ว มีความเร็วในการส่งข้อมูลมากกว่าการส่งทางไปรษณีย์ปกติ
1.2 การสนทนาแบบเชื่อมตรง ผู้ใช้งานบนเครือข่ายสามารถคุยกับผู้อื่นโดยโต้ตอบผ่านทางจอภาพและแผงแป้นพิมพ์อักขระ การพูดคุยผ่านทางตัวหนังสือมีความชัดเจนและเข้าใจกันได้
1.3 การค้นหาข้อมูล คอมพิวเตอร์มีแฟ้มข้อมูลจำนวนมาก ข้อมูลเหล่านั้นเป็นข้อมูลที่สะสมและเก็บจากหลายๆผู้ใช้ และมีบางส่วนที่ต้องการเผยแพร่โดยไม่คิดค่าเอกสาร หนังสือ หรือแม้แต่โปรแกรมคอมพิวเตอร์จำนวนมากได้รับการจัดเก็บและเผยแพร่แก่ผู้สนใจที่อยู่ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ผู้ใช้งานทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงข้อมูลที่เจ้าของอนุญาตให้สำเนา มีการจัดตั้งผู้สนใจเฉพาะด้านกันมาก เมื่อมีกลุ่มก็มีการวบรวมข้อมูลและเก็บข้อมูลแหล่งใหญ่มาก
1.4 กระดานข่าว บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีการจัดตั้งกระดานข่าวมากกว่า 2,000 กลุ่ม ทุกๆวันจะมีผู้ส่งข่าวสารกันผ่านทางกระดานข่าว กระดานข่าวส่วนใหญ่แบ่งเป็นกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้สนใจดนตรีก็มีการฝากเพลงหรือเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรี หรือกลุ่มวัฒนธรรมต่างๆ
1.5 เกมและนันทนาการ มีการเล่นเกมบนเครือข่าย เกมที่รู้จักกันดีคือ เกมเอ็มยูดี (Multi User Dungeon: MUD) เกมผจญภัยต่างๆที่เล่นบนเครือข่ายและมีการสนทนาโต้ตอบกัน

2. อินเทอร์เน็ตในกรุงเทพฯ ได้เชื่อมโยงโดยสมบูรณ์เข้ากับอินเทอร์เน็ต คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเชื่อมเครื่องคอมพิวเตอร์หลัก chulkn.chula.ac.th เข้ากับเครือข่าย หลังจากนั้นอีกต่อมา 1 ปี ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติซึ่งเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงเครือข่ายไทยสารซึ่งเป็นเครือข่ายข่าวเชื่อมโยงของมหาวิทยาลัยต่างๆเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ในปัจจุบันเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเชื่อมโยงสู่ต่างประเทศสองทางคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

3. ทรัพยากรอินเทอร์เน็ต จากการเชื่อมโยงไมโครคอมพิวเตอร์สามารถหมุนโทรศัพท์ผ่านโมเด็ม และสายโทรศัพท์เข้ามายังเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและใช้งานได้ เครื่องคอมพิวเตอร์จึงมีบทบาทในการเป็นสถานีปลายทางโดยผู้ใช้ที่อยู่ในที่ต่างๆ หากต่อเชื่อมกับเครือข่ายแล้วก็สะดวกในการใช้งานเพราะสามารถเข้าสู่เครือข่ายได้ทันที และสามารถใช้งานในรูปแบบต่างๆได้สะดวก เช่น ใช้ในการส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ในการเรียกค้นหาข้อมูล ตลอดจนการใช้ทรัพยากรอื่นๆบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีเป็นจำนวนมาก เพื่อให้เห็นภาพของการใช้ทรัพยากรบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงขอเสนอลักษณะของทรัพยากรบนอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้เรียกใช้ได้ซึ่งมีหลายรูปแบบ
3.1 ระบบบริการสาสนเทศบริเวณกว้าง บริษัทชั้นนำทางคอมพิวเตอร์หลายบริษัท เช่น Apple; Thinking Machine ; Dow Jone และ KPMG Peat Marwich ได้ร่วมพัฒนาระบบสารสนเทศ บริเวณกว้าง Wide Area Information Servece : WAIS และนำออกมาใช้ประโยชน์บนอินเทอร์เน็ต

เนื่องจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีฐานข้อมูลกระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง หากให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลต้องแยกค้นไปยังฐานข้อมูลต่างๆจะไม่สะดวก การดำเนินการของระบบบริการสารสนเทศบริเวณกว้างจึงจำเป็น ทำให้ผู้ใช้มองเห็นว่ามีฐานข้อมูลอยู่เพียงแห่งเดียวโดยระบบนี้จะทำการค้นหาข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการตามฐานข้อมูลต่างๆให้โดยอัตโนมัติ

การใช้งานระบบบริการสารสนเทศบริเวณกว้างบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจึงเป็นเรื่องสะดวก ปัจจุบันมีให้เรียกค้นหาหลายที่ เช่น บนเครื่อง Think.com นอกจากนี้ยังมีการให้บริการค้นด้วยระบบตัวเชื่อมประสานหลายแบบตามลักษณะของผู้ขอบริการ

3.2 ปัญหาในเรื่องของการเก็บแฟ้มข้อมูลข่าวสารไว้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆที่อยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีเป็นจำนวนมาก ผู้ใช้เรียกค้นไม่ถูกว่ามีข้อมูลอยู่ในเครื่องใดบ้าง ระบบอาร์ซี (Archie) เป็นระบบที่พัฒนาโดยอลัน เอมเทค (Aran Emtage) และปีเตอร์ ดูทช์ (Peter Deutsch) แห่งมหาวิทยาลัยแมกกิลล์ (McGill) ซึ่งเป็นระบบการเรียกค้นหาข้อมูล และดำเนินการตามขั้นตอนการโยกย้ายแฟ้มข้อมูล (File Transfer Protocol : FTP) ได้

ผู้ใช้อาร์ซีจะทำตัวเสมือนเป้นเครื่องผู้ใช้บริการเรียกเข้าไปยังบริการอาร์ซีเพื่อค้นหาข้อมูลที่ตนเองต้องการว่าเก็บไว้สถานที่ใด เพราะบริการอาร์ซีได้รวบรวมชื่อแฟ้มและสถานที่เก็บแฟ้มข้อมูลรวมซึ่งอยู่กระจัดกระจาย จึงทำให้ผู้เรียกค้นได้เสมือนเป็นการเปิดสารบัญดูก่อนว่าข้อมูลที่ต้องการอยู่ที่ใด จากนั้นเรียกค้นไปยังสถานที่ที่ต้องการเพื่อทำการโยกย้ายแฟ้มข้อมูลต่อไป
3.3 ระบบโกเฟอร์ ระบบโกเฟอร์ (Gopher) ได้รับการพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยมินเนโซตา (Minnesota) โดยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลเป็นลำดับขั้นตามเมนูที่กำหนด ฐานข้อมูลที่จะเรียกค้นเป็นฐานข้อมูลแบบกระจายที่เชื่อมต่อกัน การเรียกจากเมนูทำให้การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นลำดับ ฐานข้อมูลแต่ละเครื่องบนเครือข่ายจะเชื่อมต่อเข้าหากัน เช่น เรียกข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย ก็เชื่อมมาที่เครื่องหลักเครื่องใดเครื่องหนึ่งในประเทศ จากนั้นจะกระจายไปยังฐานข้อมูลอื่นตามลักษณะการเรียกค้น หน่วยงานต่างๆที่มีข้อมูลและคิดว่าข้อมูลของตนจะเป็นประโยชน์ สามารถสร้างระบบเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบโกเฟอร์เพื่อให้ผูอื่นเรียกใช้ได้ ระบบโกเฟอร์เป็นเกณฑ์วิธีพิเศษที่สร้าขึ้นมาบน TCP/IP โกเฟอร์ที่รู้จักกันดีอยู่ที่เครื่อง micro.umn.edu เป็นเครื่องของมหาวิทยาลัยมินเนโซตา ระดับบนสุดของโกเฟอร์จะให้รายละเอียดต่างๆที่วิ่งค้นหาข้อมูลลงไปในระดับล่างได้

3.4 เวิลด์ไวด์เว็บ (World wide web : WWW) เป็นการใช้หลักการของข้อความหลายมิติ (Hypertext) พัฒนาขึ้นโดยบริษัทเซิร์น (CERN) แห่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โครงส้รางของเวิล์ดไวด์เว็บ ใช้หลักการเครื่องบริการของผู้ใช้โดยให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลเอกสารจากแฟ้มข้อความในรูปแบบข้อความหลายมิติโดยมีข้อกำหนดเกณฑ์วิธีการจัดเก็บแบบข้อความและเชื่อมโยงกันแบบข้อความหลายมิติ ปัจจุบันมีเครื่องบริการแฟ้มข้อมูลที่ทำหน้าที่ให้บริการเวิลด์ไวด์เว็บมากมาย

เท่าที่กล่าวมานี้เป็นการแนะนำให้เห็นสถาปัตยกรรมระบบหลักๆของอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทั่วโลก และนับวันจะเติบโตยิ่งขึ้น จนเชื่อแน่ว่าในที่สุดอินเทอร์เน็ตจะเป็นเครือข่ายที่ทุกคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และจะเป็นการเชื่อมโยงคนทั่วโลกเข้าเป็นหนึ่งเดียว ด้วยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้เพราะมีการพัฒนาระบบประยุกต์บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอีกมากมาย เช่น X.500 เพื่อให้การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์รวมไปถึงการส่งภาพและสื่อประสมได้

ผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ เกิดความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพ
สุขภาพของผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ เป้าหมายของการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร ในสโลแกนที่ว่า “สูงวัยอย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีความสุข” และต้องเชื่อมโยงกับสุขภาวะในมิติต่างๆ อย่างสมดุล คือ สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางกาย หมายถึง ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง คล่องแคล่ว มีกำลัง ไม่เป็นโรค ไม่พิการ มีเศรษฐกิจหรือปัจจัยที่จำเป็นพอเพียง มีสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพ คำว่า “กาย” ในที่นี้หมายถึงทางกายภาพด้วย สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางจิต คือ จิตใจที่มีความสุข รื่นเริง คล่องแคล่ว ไม่ติดขัด มีความเมตตา สัมผัสกับความงามของสรรพสิ่ง มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา รวมถึงการลดความเห็นแก่ตัวลงไปด้วย โรคที่นิยมเป็นปัญหากับสุขภาพผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ คือ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานโรคข้อ โรคหอบหืด โรคหลอดเลือดสมอง โรคอัมพาต โรคอัมพฤกษ์ และโรคส่วนใหญ่ที่เป็นสาเหตุในการเสียชีวิตของผู้สูงอายุ คือ มะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคปอดอักเสบ โรคตับ และโรคอัมพาต

สุขภาพผู้สูงอายุที่พึงประสงค์ในกรุงเทพฯ คือ การพึ่งตนเองที่สามารถอยู่เพื่อดูแลตนเองได้ให้ยืนยาวที่สุด การมีครอบครัวที่อบอุ่น และเกื้อหนุนอยู่เพื่อความอบอุ่นในครอบครัวให้นานที่สุด เพื่อนรอบข้างช่วยเหลือเพื่ออยู่สานสัมพันธ์กับเพื่อนให้นานที่สุด และสังคมเกื้อหนุนเพื่ออยู่เพื่อมีคุณภาพชีวิตในสังคมได้ดีที่สุด

การดูสุขภาพผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ ที่ถูกต้อง ควรส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สูงอายุดูแลช่วยเหลือตนเองให้ได้อยู่ในครอบครัวที่มีความเอื้ออาทร โดยชุมชนเมืองมีส่วนร่วมช่วยเหลือ หน่วยงานบริการทางการแพทย์หรือทางสังคมจะเข้าไปช่วยเหลือเมื่อมีความต้องการหรือมีปัญหาและมีการแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุตามนิยามขององค์การสหประชาชาติที่แบ่งเป็น 3 กลุ่ม เพื่อการช่วยเหลือที่แตกต่างกันตามความเหมาะสมของสภาวะทางกาย ทางจิต และสภาวะพึ่งพิง รวมถึงความต้องการที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มที่ หนึ่ง ผู้สูงอายุวัยต้น (อายุ 60-69 ปี) เป็นผู้ที่ยังแข็งแรง สุขภาพดี อยู่ได้ตามลำพัง เป็นอิสระ ช่วยเหลือตนเองได้ ควรมีการจรรโลงสุขภาพที่ดีไว้ กลุ่มที่สอง ผู้สูงอายุตอนปลาย (อายุ 70-79 ปี) ถ้าไม่มีโรคประจำตัวและดูแลสุขภาพดีก็ยังแข็งแรง แต่ต้องพึ่งพิง ควรได้รับการช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน และการเฝ้าระวังทางสุขภาพ กลุ่มที่ 3 ผู้สูงอายุสูงสุด (อายุ 80 ปีขึ้นไป) ต้องการผู้ดูแลช่วยเหลือในชีวิตประจำวันต้องการดูแลด้านการแพทย์ และเวชศาสตร์ผู้สูงอายุตามสาเหตุ ซึ่งอาจจะเป็นการดูแลที่บ้านหรือสถานพยาบาลที่ต้องการความต่อเนื่องของบริการที่มีลักษณะแบบบูรณาการ

กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดมาตรฐานผู้สูงอายุมีสุขภาพอนามัยที่พึงประสงค์ไว้ 4 ประการ ดังนี้
1. มีสุขภาพดีทั้งร่างกาย และจิตใจ
2. มีฟันใช้งานได้อย่างน้อย 20 ซี่
3. มีดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ
4. สามารถช่วยเหลือตนเอง และผู้อื่นได้ตามอัตภาพ

เกณฑ์สุขภาพกายของผู้สูงอายุที่ควบคุมได้ดีจะบ่งบอกถึงความใส่ใจในสุขภาพของผู้สูงอายุท่านนั้น โดยโรคที่สามารถควบคุมได้ในระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา ได้แก่ โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็ง โรคเส้นเลือดอุดตัน โรคข้อเสื่อม โรคเอดส์ วัณโรค เป็นต้น และโรคที่สามารถควบคุมได้ในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา คือ โรคความดันโลหิตสูง สามารถควบคุมอยู่ในเกณฑ์ 140/90 มิลลิเมตรปรอท โรคเบาหวาน สามารถควบคุมระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่า 126 มิลลิกรัม ผู้สูงอายุจะมีเกณฑ์สุขภาพจิตดีโดยผ่านเกณฑ์แค่ 3 ข้อ ถือว่าสุขภาพจิตดีแล้ว
1. เข้าร่วมกิจกรรมกับครอบครัวหรือเพื่อนบ้านเป็นประจำ
2. เมื่อมีปัญหาไม่สบายใจ สามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้อง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือแพทย์
3. ลูกหลานให้ความเคารพนับถือ หรือลูกหลานมา
ปรึกษาหารือเป็นประจำ
4. ลูกหลานมาเยี่ยม หรือดูแลเอาใจใส่ การมีส่วนร่วมทางสังคมของผู้สูงอายุ เกณฑ์สุขภาพสังคมจะมีเกณฑ์ง่ายๆ ในการวัด เช่น การเป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุในชุมชน และการร่วมทำกิจกรรม พัฒนาตนเอง พัฒนาชุมชน ในเครื่องชี้วัดในการประเมินผู้สูงอายุสุขภาพดีนั้น ประกอบไปด้วย ความเป็นอยู่ที่ดีในการทำหน้าที่ การดำเนินชีวิตที่เอื้อต่อความมีสุขภาพที่แข็งแรง จิตใจเข้มแข็ง มีความเป็นอยู่ที่ดี ด้านจิตใจ และสังคม ความเป็นอยู่ที่ดีทางเศรษฐกิจ และความพึงพอใจในชีวิต

การพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย
จากที่กรุงเทพฯได้วางแผนการพัฒนาเมืองโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยพัฒนาเพื่อรองรับความสะดวกสบาย และเสริมสร้างความก้าวหน้าให้กับประชาชนชาวกรุงเทพฯ ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบ GPS (Global Positioning System) ติดตามตำแหน่งของรถโดยสารประจำทาง เพื่อแจ้งเวลาที่ของรถคันต่อไปที่กำลังจะมาถึงป้าย มีแผนในการพัฒนากระเป๋านักเรียนอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้เรียนสามารถทดสอบคำศัพท์ภาษาอังกฤษบนเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตได้อย่างต่อเนื่อง การใช้ระบบข้อมูลผู้ป่วยอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ป่วยสามารถใช้บริการในโรงพยาบาลในเขตอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องนำใบประวัติผู้ป่วยจากโรงพยาบาลเดิมไปด้วย

การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเมืองด้วยระบบสารสนเทศที่ยกตัวอย่างนี้ เป็นเพียงความพยายามส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งความทันสมัย ทางด้านผู้บริหารของกรุงเทพฯได้มีแผนการพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับตอบสนองชีวิตที่ทันสมัยในกรุงเทพฯ ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยรองรับ อีกทั้งการรับส่งข้อมูลจะต้องรวดเร็วและมีเครือข่ายที่ปลอดภัยด้วย โดยในปัจจุบันกรุงเทพฯ นับว่าเป็นผู้นำด้านการใช้เทคโนโลยีที่มีความทันสมัยทั้งด้านอินเทอร์เน็ตบอร์ดแบนด์ความเร็วสูง ระบบอินเทอร์เน็ตไร้สาย Wi-Fi ระบบธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และ ระบบสารสนเทศของข้อมูลต่างๆ เป็นต้น

ปัจจุบัน คาดการณ์ไว้ว่า ภายในสิ้นปี 2558 กรุงเทพฯ จะต้องมีจำนวนครัวเรือนที่เข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตบอร์ดแบนด์ความเร็วสูงให้ได้เพิ่มขึ้นกว่าปัจจุบันเท่าตัว คิดเป็นจำนวนกว่า 3 ล้านครัวเรือน นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ นำระบบสารสนเทศมาใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนมากขึ้นอีกด้วย เช่น โรงเรียนในกรุงเทพฯส่วนใหญ่ทีเริ่มใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตในชั้นเรียนคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนระดับประถม หรือระบบขนส่งสาธารณะก็มีการใช้เทคโนโลยีในการคำนวณปริมาณรถบนถนน เพื่อจะได้จัดส่งรถประจำทางให้เพียงพอต่อความต้องการโดยสารในชั่วโมงเร่งด่วน อีกทั้งพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อให้ผู้ที่ต้องการโดยสารด้วยรถประจำทางสามารถวางแผนการเดินทาง จากตำแหน่งพิกัดของรถที่วิ่งบนถนนและทราบเวลาที่รถจะมาถึงได้ล่วงหน้าอีกด้วยทั้งนี้ การพัฒนาระบบสารสนเทศของกรุงเทพฯ ไม่เพียงแต่จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของชาวเมืองที่จะดียิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกด้วย

แนวทางการพัฒนากรุงเทพฯ ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหลัก จะส่งผลถึงพฤติกรรมการบริโภคของคนในกรุงเทพฯ ในอนาคตที่จะพึ่งพาและเคยชินกับการใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกให้ชีวิตมากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มของสินค้าและบริการที่จะมาตอบสนองความต้องการของชาวกรุงเทพฯ ในอนาคตจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นสำคัญ
ดังนั้น สินค้าที่ผ่านการออกแบบเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตที่เน้นความง่าย สะดวกรวดเร็ว หรือบริการมีที่การใช้เทคโนโลยีที่จะช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากทั้งระยะทาง-เวลา ก็น่าจะเป็นที่ต้องการและได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในกรุงเทพฯ มากขึ้นในอนาคต

การขยายตลาดในกรุงเทพฯ ด้วยวิธี “Word of Mouth”

การรับคลิปเสียงของชายหญิงที่ถูกส่งต่อกันไปอย่างรวดเร็วผ่านเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทาง โทรศัพท์มือถือ Social Network, Face book, Twitter, Email หรือ BB ประเด็นที่น่าสนใจทางการตลาดไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาของข่าวของดารา แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ก็คือ โลกของข้อมูลข่าวสารที่หลายคนไม่ได้สนใจเรื่องของดารา ไม่ได้มีความสนใจเรื่องบันเทิงก็ถูกยัดเยียดให้รับทราบข่าว หลายๆ ท่านบอกว่าวันเดียวได้รับ forward คลิปเป็นสิบๆ ข้อความเลยทีเดียว
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ เพื่อนหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นซีกไหนของโลกก็ได้รับคลิปเสียงนี้ในรูปแบบต่างๆ กัน และหลายคนเป็นคนส่งกลับมาเมืองไทยด้วยซ้ำไป ทำให้อดคิดไม่ได้ว่านี่ไม่ใช่การสื่อสารปากต่อปาก (Word of Mouth) แต่กลายเป็น World of Mousses โลกของคนข่างเมาส์เรื่องของคนอื่นไปเสียแล้ว

ประเด็นการตลาดที่น่าสนใจ คือกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบปากต่อปากเป็นเครื่อง มือสื่อสารทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคมากที่สุดในโลกปัจจุบัน เนื่องจากเทคโนโลยีการสื่อสารได้มีการพัฒนาประสิทธิภาพทั้งในแง่ความรวดเร็ว และต้นทุนต่ำ

ตามค่านิยมของ WOMMA = Word of Mouth Marketing Association ได้พูดถึงกลยุทธ์การสื่อสารแบบปากต่อปาก (Word of Mouth Communication) และแบ่งแยกออกมาเป็นหลายวิธีย่อยๆ ดังต่อไปนี้
Buzz Marketing ซึ่งที่มาของคำว่า Buzz เสมือนเสียงที่ดังอย่างต่อเนื่องของฝูงผึ้งเมื่อกระพือปีกพร้อมๆ กัน คล้ายกับการพูดบอกต่อกันอย่างรวดเร็วระหว่างคนต่อคน การพูดบอกต่อเรื่องราวของ Crispy Crème ก็อยู่ในประเภทนี้Community Marketing การตลาดที่สื่อสารกันอยู่ในกลุ่มแฟนคลับกลุ่มที่ชื่นชอบแฟชั่นเหมือนกัน กลุ่มที่ชื่นชอบดาราคนเดียวกัน หรือเกลียดดาราคนเดียวกัน กลุ่มแฟนคลับของรถจักรยานฟีโน่ กลุ่มคนขับรถฮาร์เลย์ คนเหล่านี้จะเสนอเครื่องมือต่างๆ รวมถึงการแนะนำซึ่งกันและกันว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรทำให้เกิดการผูกพัน อย่างเหนียวแน่น และเป็นที่รวมตัวของคนที่มีความจงรักภักดีอย่างเหนียวแน่น (Hard core loyalty) ของสินค้านั้นๆ

Grassroots marketing การจัดการบอกต่อโดยสื่อสารไปยังระดับท้องถิ่น ถึงระดับต่างจังหวัด การส่งคลิปหรือการกระตุ้นให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวคะแนนกระตุ้นให้บอกต่อถึงระดับบุคคลที่โดยการสื่อสารทางปกติอาจทำได้ยาก
Evangelist Marketing การสื่อสารปากต่อปากโดยผู้ที่มีความเชื่อมั่นมีความรักความศรัทธาอย่างเหนียวแน่น และเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อสังคมเป็นคนกระจายข่าวและพูดปากต่อปากออกไป รากศัพท์ของคำว่า Evangelist มาจากคำว่า คนที่เลื่อมใสในลัทธิใดลัทธิหนึ่งเป็นอย่างมากและพยายามสื่อสารโดยล้างสมองคนอื่นๆ ให้เชื่อตามใน กรณีของการตลาดการเมืองดาราที่มีแนวคิดต่อต้านหรือชื่นชมอย่างมากที่หมุน เวียนกันขึ้นเวทีเสื้อเหลืองและเสื้อแดงก็ถือได้ว่าเป็น Evangelist เช่นกัน

Product Seeding การนำเสนอข้อมูลข่าวสารหรือสินค้าตัวอย่างของสินค้าใหม่ให้กับผู้ที่มี อิทธิพลทางความคิด เช่นนักข่าวหรือคอลัมนิสต์เกี่ยวกับไอที เมื่อคนเหล่านี้ได้รับข้อมูลหรือได้ลองสินค้าใหม่ก็จะเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ใน งานเขียนของตนทั้งทางบวกและลบ จนสินค้าเป็นที่รู้จักและเป็นโอกาสที่เจ้าของแบรนด์สินค้าจะนำคำวิจารณ์ไปปรับปรุงเสมือนหนึ่งเป็นการต่อยอดการพัฒนาสินค้า
Referral Programs การสร้างเครื่องมือการสื่อสารรูปแบบต่างๆ ให้กับลูกค้าที่มีความพอใจในสินค้าหรือบริการได้มีโอกาสไปบอกต่อกับลูกค้า กลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรม Member Gets Member หรือการที่ลูกค้าแนะนำลูกค้าเพื่อจะได้รางวัลในการบอกกันต่อไป

Viral Marketing ปากต่อปากรูปแบบนี้นับว่าเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการตลาดปากต่อปากที่ทรงพลังมากที่สุดในยุคปัจจุบัน ที่มาของคำว่า Viral คือ การแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วโดยอาศัยสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็น Email, Blog, Social Media รูปแบบต่างๆ หรือมือถือผ่านทางช่องทางของการแชต BBหรือการส่งต่อคลิป เสมือนเป็นไวรัสที่แพร่กระจายออกไป
ยัง มีรูปแบบการสื่อสารทางการตลาดแบบปากต่อปากอีกหลากหลายรูปแบบ หลายคนส่งคำถอดเทปคำต่อคำมาให้อ่านถึงหน้า พร้อมกับมีคำบรรยายอารมณ์ของคู่สนทนาชายหญิงแบบเสร็จสรรพ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเป็น World of Mouth ไปแล้ว สรุปได้ว่าในยุคนี้เราไม่ต้องออกไปหาข่าว
ความต้องการมีสารพัดปัญหาให้คนเมืองต้องแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา ความวุ่นวายอยู่กับการทำงาน การทำกิจกรรมต่างๆ ที่ตนเองต้องมีภาระรับผิดชอบในแต่ละวัน ทำให้มองข้ามในปัญหาของสุขภาพตนเอง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายเราเสื่อมสภาพลง มีสาเหตุจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น มลภาวะที่เป็นพิษ สภาพความเป็นอยู่ สภาพจิตใจ ปัญหาต่างๆที่คอยบั่นทอน และปัจจัยที่สำคัญ ก็คือกาลเวลา ตามที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ แต่จะทำอย่างไรที่จะยืดเวลาให้วงจรชีวิตได้ยาวขึ้น ดังนั้นจึงอยากให้ผู้อ่านได้ทราบถึงปัจจัยต่างๆ และโรคที่คนเมืองส่วนใหญ่นิยมเป็นกัน ถ้าเราทราบถึงปัจจัย โรค และปัญหาต่างๆ เพื่อหาทางป้องกัน ก็จะเป็นประโยชน์ในการยืดเวลาให้วงจรชีวิตเรายาวขึ้น

แต่จากที่คนไทยมีอายุยืนขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา และสังคมไทยได้ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ และจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดว่าอีกยี่สิบปีข้างหน้าเราจะมีผู้สูงอายุสูงถึงหนึ่งในสี่ของประชากร แบบ
ปัญหาสุขภาพของผู้บริโภคในกรุงเทพฯ
แผนการเจ็บป่วย และเสียชีวิตเปลี่ยนจากโรคติดต่อเป็นหลักมาเป็นโรคไม่ติดต่อ ซึ่งเกิดจากการถดถอยของสมรรถภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย และผลสะสมของพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น เบาหวานความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ มะเร็ง ฯลฯ จากผลการสำรวจสุขภาพคนไทยโดยการตรวจร่างกาย พบว่าประชากรไทยมักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคเรื้อรัง หรือกลุ่มที่รู้ว่าเป็นโรคเรื้อรังนั้นส่วนใหญ่ยังไม่สามารถควบคุมอาการ และดูแลรักษาตนเองได้อย่างถูกต้อง ซึ่งภาวะดังกล่าว มักนำมาซึ่งภาวะทุพพลภาพในที่สุด ทำให้มีภาวะพึ่งพิงในการดำรงชีวิต และต้องการได้รับการดูแลจากบุคคลในครอบครัวหรือสังคมต่อไป แนวทางในการแก้ปัญหาสุขภาพในสังคมคนเมือง ด้วยการควบคุมการเพิ่มขึ้นของประชากร และการแก้วิถีการดำเนินชีวิตด้วยการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ และมีการออกกำลังกายเป็นประจำ

เรื่องการปรับปรุงสภาพแวดล้อม โดยจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ จัดการสุขาภิบาล สิ่งแวดล้อมเพื่อลดปัญหามลพิษต่างๆ เช่น อากาศเสีย น้ำเสีย เสียงดัง ขยะมูลฝอย และสิ่งปฏิกูล เน้นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพให้มากขึ้น ปัจจุบันทางภาครัฐได้มีการส่งเสริมสุขภาพมากกว่าแต่ก่อน เช่น การส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายเป็นประจำ ส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักเลือกบริโภคอาหาร และควบคุมในเรื่องของอาหารที่เป็นพิษภัยต่อสุขภาพ เพราะการป้องกันนั้นดีกว่าการแก้ไข ถ้าประชาชนรู้จักดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้ดี ก็จะลดความเจ็บป่วย และอุบัติภัยต่างๆได้ การจัดสวัสดิการในการรักษาพยาบาลแก่ผู้ที่ยากจนหรือผู้ที่ด้อยโอกาส ปัจจุบันรัฐบาลได้ดำเนินโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ยากจนหรือด้อยโอกาสได้มีโอกาสเข้ารับการรักษาพยาบาลกับสถานพยาบาลของรัฐ และของเอกชนบางแห่งที่เข้าร่วมโครงการ เพิ่มงบประมาณด้านสาธารณสุข โดยเพิ่มทั้งด้านการซื้อยา เครื่องมือแพทย์ เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ การสร้างสถานพยาบาลต่างๆ และการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งได้มีการกำหนดไว้ในแผนพัฒนาสุขภาพฉบับที่ 9 ว่าควรจะมีอัตราส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ต่อประชากรในชนบทไม่เกิน 1 ต่อ 6, 000 คน เมื่อสิ้นแผน ต้องกระจายบุคลากรทางแพทย์ให้ทั่วถึง ปัจจุบันในตัวเมืองมีอัตราของแพทย์มากกว่าในชนบท ควรมีการให้แรงจูงใจแก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานในชนบท เช่น ค่าตอบแทน สวัสดิการ เป็นต้น เพราะแพทย์ที่อยู่ในชนบทมีโอกาสที่จะหารายได้ได้น้อยกว่าแพทย์ที่อยู่ในตัวเมือง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน ต้องให้การศึกษาแก่ประชาชน และส่งเสริมให้ประชาชนลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ มีสุขนิสัย และสุขปฏิบัติที่ดี ในเรื่องนี้ถ้าทำได้ดีก็จะช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพได้อย่างมาก

ชุมชนเมืองมีประชากรหนาแน่นมากตามความเจริญของเมืองสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่นอากาศ น้ำ ดิน แสง เสียง สิ่งปฏิกูล เปลี่ยนแปลงไปขาดความสมดุลตามธรรมชาติเนื่องจากมนุษย์ได้สร้างตึก โรงงาน ถนน เครื่องจักร เครื่องยนต์ เครื่องมือเครื่องใช้เพื่อประกอบการและอำนวยความสะดวกสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติถูกทำลายด้วยสิ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมาแทน สิ่งแวดล้อมในเมืองจึงเต็มไปด้วยตึก โรงงาน ที่ทำงานด้วยเครื่องจักรมีเสียงดังอึกทึกตลอดเวลา พ่นหมอกควัน อากาศเต็มไปด้วยฝุ่นละออง กลิ่นเหม็นจากสารเคมี ท่อไอเสียจากรถยนต์และเครื่องยนต์สิ่งมีชีวิต พืช สัตว์ อันเป็นสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพถูกทำลาย ทำให้มนุษย์ต้องสูญเสียสิ่งที่ช่วยสร้างสุขภาพ และอนามัยของชุมชนบางส่วนไป และเกิดโทษตามมาแทนการดำรงชีพของคนเมืองเปลี่ยนไปพึ่งอุตสาหกรรม เป็นหลักแทนการเกษตร สิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจ และสังคมทำให้วิถีชีวิตของคนเมือง ต่างพึ่งตนเองต้องแข่งขันในทางเศรษฐกิจ ขาดความใกล้ชิดผูกพันกัน สิ่งแวดล้อมในเมืองกำลังจะเต็มไปด้วยสิ่งมีพิษและอันตรายต่อชีวิต เนื่องจากคนที่อยู่ในชุมชนเมืองเต็มไปด้วยความเร่งรีบ และการแข่งขัน จึงทำให้ละเลยในการรักษาสุขภาพของฟัน เช่น การไปพบทันตแพทย์ปีละสองครั้งหรือการแปรงฟันหลังอาหาร รวมทั้งละเลยในการล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ละเลยการออกกำลังกาย อีกทั้งในเมืองไม่มีสถานที่ในการออกกำลังกายที่เหมาะสม และเพียงพอต่อความต้องการ

คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองมักประสบปัญหาความเครียด คนที่เครียดเรื้อรังจะมีปัญหาการรับประทานอาหารใน 3 รูปแบบ ทำให้น้ำหนักเกิน เนื่องจากเมื่อเกิดความเครียดผู้ป่วยจะรับประทานอาหารเค็ม มัน หวานเพื่อไปต่อสู้กับความเครียด และทำให้เกิดลักษณะอ้วนลงพุง น้ำนักลดลงเนื่องจากเบื่ออาหาร และมีการรับประทานอาหารผิดปกติ เช่น Anorexia Nervosa and Bulimia Nervosa คนที่อาศัยอยู่ในเมืองมักจำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดเนื่องจากค่าครองชีพสูงทำให้ไม่สามารถซื้ออาหารที่มีคุณภาพซึ่งมีราคาสูงได้ รวมทั้งค่านิยมการรับประทานอาหารจำพวก Fast food ของคนเมือง

สิ่งแวดล้อมที่ผลักดันให้คนหันไปใช้ยาเสพย์ติดมีทั้งสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และทางสังคม สิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ส่งผลให้มีปัญหายาเสพย์ติดมากที่สุด ในปัจจุบันคือแหล่งชุมชนแออัดหรือแหล่งสลัมที่มีมากตามเมืองใหญ่ๆ ซึ่งเป็นผลพวงของการพัฒนาประเทศ ทำให้ชาวชนบทอพยพเข้าเมืองใหญ่ที่มีแหล่งงานเพื่อขายแรงงาน ปัญหาของชุมชนแออัดทั้งในเขตกรุงเทพ ปริมณฑล และเขตเมืองศูนย์กลางในภูมิภาค เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา นครศรีธรรมราช สงขลา ฯลฯ มีลักษณะคล้ายกัน คือปัญหาการขาดแคลนสาธารณูปโภคจากรัฐทั้งไฟฟ้า ประปา การระบายน้ำ โดยมีสาเหตุสำคัญจากการที่บ้านในชุมชนแออัดไม่มีทะเบียนบ้าน จึงไม่สามารถขอบริการจากรัฐได้ นอกจากนั้นยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมทางสังคม ที่นำไปสู่การใช้ยาเสพย์ติดของเด็ก และเยาวชนทั้งที่อยู่ในแหล่งเสื่อมโทรมหรือแหล่งอื่นๆ ได้แก่ ปัญหาทางเศรษฐกิจที่ครอบครัวมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย เพราะไม่มีความมั่นคงทางอาชีพ เป็นแรงงานนอกระบบไม่มีกฎหมายคุ้มครอง ปัญหาสาธารณสุข สุขภาพอนามัยเสื่อมโทรม อันเป็นผลมาจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษในชุมชน ปัญหาการติดเชื้อโรคเอดส์ ปัญหาสังคมอื่นๆปัญหาความแตกแยกในครอบครัว ปัญหาการค้าประเวณี และปัญหาแหล่งอบายมุข ประเภทต่างๆ ที่มีอยู่ ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งแวดล้อมทางสังคม ที่มีส่วนในการผลักดันเด็ก และเยาวชนหันเข้าหายาเสพย์ติดทั้งสิ้น

ครอบครัว เป็นหน่วยสังคมที่เล็กที่สุด และเป็นสังคมแห่งแรกที่เด็กที่เกิดมาจะได้รับความรักความอบอุ่นจากสมาชิกในครอบครัว บางครอบครัวมีสมาชิกเพียง 2 คน คืออยู่เฉพาะสามี ภรรยา บางครอบครัวมีสมาชิกตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป คือ มีลูกอยู่ร่วมด้วยเรียกว่า ครอบครัวเดี่ยว และบางครอบครัวมีสมาชิกอยู่รวมกัน หลายครอบครัวในบ้านหลังเดียวกัน ประกอบด้วย ปู่ ย่า ตา ยาย และญาติพี่น้อง เรียกว่า “ครอบครัวขยาย”

ปัจจุบัน คู่สมรสในเมืองที่แต่งงานใหม่ นิยมที่จะแยกอยู่ลำพัง เป็นครอบครัวเดี่ยว มีอิสระ ไม่ต้องเป็นที่เพ่งเล็งของญาติผู้ใหญ่ และคิดว่าสามารถจะประคองชีวิตครอบครัวของตัวเองให้ประสบความสำเร็จได้ เมื่อมีลูกก็คิดว่าจะเลี้ยงด้วยตัวเอง เลี้ยงแบบสมัยใหม่ ในขณะที่คู่สมรสบางคู่ยังอยู่ในครอบครัวเดิมที่อบอุ่น มี ปู่ ย่า ตา ยาย ช่วยดูแลหลานๆ มีความเข้าใจกัน ข้อมูลศูนย์สุขวิทยาจิต พบว่า เด็กที่มีปัญหาทางอารมณ์มาจากครอบครัวเดี่ยว และครอบครัวขยาย ในจำนวนใกล้เคียงกัน แต่เมื่อศึกษาถึงสาเหตุของปัญหาเนื่องมาจากการสื่อสารในครอบครัวเป็นสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารที่แสดงถึงการตำหนิติเตียน ความไม่พอใจ ซึ่งเป็นทางลบมากกว่าการแสดงออกทางบวก

นอกจากนี้การศึกษาปัญหา และวิธีการแก้ปัญหา พบว่าคนเมืองประสบปัญหาทางด้านอารมณ์ ด้านการเรียน ด้านสุขภาพ ด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว ด้านการคบเพื่อน ด้านการใช้เวลาว่าง และการพักผ่อน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนเมืองมีปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวแม้แต่ในเด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ การไม่มีเวลาให้แก่กันของสมาชิกในครอบครัวนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งในคนเมือง การแข่งขันเร่งรีบเป็นตัวลดเวลาในการพบกันของสมาชิกในครอบครัว

เมื่อยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงผ่านมาเป็นสังคมทุนนิยมอุตสาหกรรม การสื่อสารก็มีรูปแบบเป็นการสื่อสารทางไกล เช่น โทรศัพท์ จดหมาย ฯลฯ และเป็นไปในลักษณะมวลชนที่เป็นการสื่อสารทางเดียวมากขึ้น นั่นคือสื่อมวลชนที่เป็น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ทั้งนี้แม้จะมีการสื่อสารแบบซึ่งหน้ากันอยู่ แต่เนื่องจากสถานภาพทางสังคมของแต่ละบุคคล ที่มีอาณาบริเวณอยู่อาศัยที่กว้างขึ้น มีหน้าที่ที่ต้องมีการเคลื่อนย้ายตลอดเวลา ทำให้การสื่อสารแบบซึ่งหน้ากับบุคคลอื่นในแต่ละแห่งมักอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ และเกี่ยวข้องกับบุคคลในวงแคบๆ เมื่อรวมกับสถานภาพความสัมพันธ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงกลุ่มบุคคลแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา อันเนื่องมาจากการเคลื่อนย้าย ทำให้ความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นในลักษณะชุมชนท้องถิ่นลดลง

ในขณะที่วิถีชีวิตประจำวันของบุคคลโดยทั่วไปก็เปลี่ยนไป มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสถาบันหรือองค์กรมากขึ้นอย่างแยกไม่ออก เราต้องเรียนหนังสือในโรงเรียน เราต้องทำงานในองค์กรไม่ทางราชการก็เอกชน เราจะได้อะไรหรือเสียอะไรก็ต้องติดต่อกับองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทำให้การสื่อสารที่เรามีต่อผู้อื่น มักอยู่ในรูปของเรากับองค์กร อย่างเช่นถ้าหากเราไปถอนเงินจากธนาคาร แม้เราจะติดต่อสื่อสารกับพนักงาน แต่โดยสภาพจริงที่เกิดขึ้นก็คือเป็นการติดต่อสื่อสารระหว่างเรากับธนาคาร หรือถ้าหากเราทำงานธนาคาร คนที่ติดต่อกับเราก็ติดต่อสื่อสารกับเราในฐานะของคนนั้นกับธนาคาร หรือองค์กรที่บุคคลนั้นสังกัดอยู่กับธนาคาร สรุปก็คือการสื่อสารถึงกันในฐานะระหว่างมนุษย์กับมนุษย์มีน้อยลง แต่มีการสื่อสารกันระหว่างมนุษย์กับองค์กร หรือองค์กรกับองค์กรมากขึ้นและมีผลต่อการดำรงอยู่ของ “จิตสำนึกของสังคม” ที่อยู่ในรูปขององค์กรมากขึ้น เช่น การรักษาความสะอาดเป็นหน้าที่ของเทศบาล การพัฒนาบ้านเมืองเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เรามีส่วนร่วมแค่เฉพาะการเลือกตั้ง เป็นต้น

ความเสื่อมโทรมของสังคมที่เกิดขึ้นตามพัฒนาการของสังคมแบบ “ธุระไม่ใช่” นี้ โดยตัวชี้วัดปัญหานี้สังเกตได้จากการรณรงค์เรียกร้องต่อภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหามีมากขึ้น และถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปัจจุบัน ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหายาเสพย์ติด และอาชญากรรม ปัญหาโรคเอดส์ และสุขภาพพลานามัย ฯลฯ โดยส่วนใหญ่เป็นในรูปของการรณรงค์ให้เกิด “จิตสำนึกต่อสังคม” อันเป็นจิตสำนึกประจำตัวของแต่ละคนที่สามารถมีผลในระดับสังคม เป็นตัวยืนยันว่าสังคมมีปัญหาในระดับ “จิตสำนึกของสังคม” อันเนื่องมาจากการดำรงชีวิตแบบ “ธุระไม่ใช่” และการเคลื่อนย้ายสถานภาพจิตสำนึกของสังคม จากเดิมที่เป็นคุณสมบัติประจำตัวของสมาชิกแต่ละบุคคล ไปเป็นหน้าที่ขององค์กรหรือสถาบันที่เกี่ยวข้องอย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วนั่นเอง

จิตสำนึกสาธารณะประกอบด้วยความหมายของคำสองคำเข้าด้วยกันนั่นคือคำว่า “จิตสำนึก” และ “จิตสาธารณะ” โดยจิตสำนึกเป็นเรื่องของ Mind หรือ Spirit ส่วนจิตสาธารณะนั้นเป็นเรื่องของส่วนรวมที่ทุกคนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน มีสิทธิในการใช้ และมีหน้าที่บำรุงรักษาร่วมกัน โดยลักษณะของจิตสาธารณะนั้นมี 3 ลักษณะด้วยกันคือ พื้นที่สาธารณะ, โครงสร้างสาธารณะ และกระบวนการสาธารณะ ในอีกความหมายหนึ่ง จิตสาธารณะก็คือจิตสำนึกของสังคม (Social Consciousness) ที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาตราบเท่าที่ยังมีการดำรงอยู่ของสังคม (Social Being) ท่ามกลางกระแสเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมดังที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม ที่มาควบคู่กับการเจริญทางเทคโนโลยี และการเจริญเติบโตของเมือง ทำให้วิถีชีวิตในแบบชุมชนดั้งเดิมถูกผลกระทบไปด้วย ทั้งเรื่องวิถีชีวิต และการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงาน การเปลี่ยนแปลงของสังคมดังกล่าว ย่อมกระทบถึงการดำรงอยู่ของสังคมในรูปแบบเดิมๆ และกระทบถึงจิตสำนึกของสังคมด้วย ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องจิตสาธารณะจากวัฒนธรรมปัจเจกชน

สาเหตุความเครียดในคนเมือง จากสภาวะแวดล้อมในเมือง ทำให้เกิดความเครียดได้ในลักษณะที่เรียกว่า “ร่างกายเครียด” จากการที่ร่างกายกับจิตใจมีความเกี่ยวข้องกัน แยกจากกันไม่ได้ การเกิดความเครียดทางร่างกายย่อมส่งผลให้จิตใจเครียดตามด้วย ซึ่งปัจจัยทางร่างกายที่ก่อให้เกิดความเครียด ได้แก่ ความเหนื่อยล้าทางร่างกาย ในคนเมืองนั้นชีวิตที่เร่งรีบ และการแข่งขัน ทำให้เกิดการทำงานอย่างหนัก และติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งจะมีความเกี่ยวเนื่องมาจากสภาพความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายที่จะทำให้แต่ละคนมีความพร้อมในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันแตกต่างกัน

พฤติกรรมการบริโภคอาหาร ได้แก่ ลักษณะนิสัยการรับประทานอาหารที่จะมีผลต่อความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย การรับประทานอาหารไม่ถูกส่วน ไม่ถูกสุขลักษณะ การรับประทานอาหารไม่เพียงพอหรือมากเกินไป ซึ่งเกิดจากชีวิตที่เร่งรีบในชุมชนเมือง การใช้หรืออาการบริโภคสารบางประเภท อาทิ สุรา บุหรี่ ชา กาแฟ ตลอดจนสารเสพติดต่างๆ เหล่านี้ ล้วนทำให้เกิดความเครียดได้ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะอ่อนเพลียติดต่อกันเป็นเวลานาน

การเจ็บป่วยทางร่างกาย ทั้งการเจ็บป่วยแบบเฉียบพลัน เช่น การมีไข้สูง อุบัติเหตุ หรือการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน มะเร็ง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น ลักษณะท่าทางที่ปรากฏเกี่ยวกับโครงสร้างของกล้ามเนื้อผิวหนัง และการทรงตัว เช่น การเดินยืน วิ่ง นั่น นอน หากอยู่ในลักษณะที่ไม่เหมาะสมย่อมก่อนให้เกิดความเครียดได้

ปัญหาสุขภาพของวัยเด็ก
โรคฟันผุ
มนุษย์เรามีฟัน 2 ชุด คือชุดฟันแท้ และชุดฟันน้ำนม ฟันน้ำนมมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าฟันแท้ เนื่องจากฟันน้ำนมเป็นฟันที่เด็กจะใช้งานไปเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี ก่อนที่จะเริ่มมีการขึ้นของฟันแท้ในปากอันที่จริงแล้ว กว่าฟันน้ำนมจะถูกแทนที่ด้วยฟันแท้ทั้งหมดเมื่อเด็กอายุประมาณ 12 ขวบ

ปัญหาที่สำคัญมากและผู้ใหญ่ยังไม่ให้ความสำคัญมากนักนั่นคือ ฟันผุในฟันน้ำนม ลักษณะการเกิดฟันผุในฟันน้ำนมกับฟันแท้จะต่างกัน เพราะฟันน้ำนมจะมีเคลือบฟันบางกว่าฟันแท้ เมื่อใดที่ฟันน้ำนมผุจุลุกลามไปอย่างรวดเร็วมากเช่นที่เราเห็นเด็กบางคนฟันเหลือแต่ตอ การเกิดฟันผุ ไม่ว่าจะเป็นฟันแท้หรือฟันน้ำนม จะมีสาเหตุหลักอยู่ 2 ประการ คือ อาหารและอนามัยในช่องปาก

อาหารหลักที่ทำให้ฟันผุแน่ๆ คืออาหารที่มีรสหวาน เนื่องจากในปากมีเชื้อโรคอยู่ชนิดหนึ่ง เป็นเชื้อ สเตรปโตค็อกคัส เชื้อตัวนี้จะทำให้เกิดฟันผุได้ เพราะตัวมันเองใช้น้ำตามเป็นสารตั้งต้นในการเจริญเติบโต ดังนั้นเวลากินน้ำตาลหรือแป้งเข้าไปในปาก เชื้อโรคสามารถดึงน้ำตาลไปใช้ได้เลย แป้งและน้ำตาลเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกาย ในน้ำลายคนเรามีเอนไซม์อยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งทันทีที่กินแป้งที่โมเลกุลไม่ซับซ้อนเข้าไป จะสามารถย่อยได้ทันที จะเกิดน้ำตาลในปาก เพราะฉะนั้น ถ้าเด็กกินขนมหรือแป้งที่ผ่านกระบวนการย่อยสลายมาแล้วสามารถถูกย่อยในปากเป็นน้ำตาลทันที และเชื้อโรคสามารถนำเอาไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตทำให้เกิดภาวะความเป็นกรด

ปกติแล้ว คำว่า pH ในช่องปากจะเป็นกลาง พอมีกรดที่เกิดการย่อยสลายแป้งและน้ำตาลของเชื้อโรคความสมดุลในช่องปากจะเสียทันที ทำให้แคลเซียมและฟอสเฟตที่เป็นองค์ประกอบหลักของผันละลายตัวออกมาจากเคลือบฟัน ด้วยกลไกตามธรรมชาติน้ำลายจะสามารถทำให้ค่า pH ในปากกลับเป็นกลางภายในเวลาประมาณครึ่งถึง 1 ชั่วโมง

ถ้ากินหวานต่อเนื่อง น้ำลายไม่มีโอกาสทำให้ค่า pH กลับเป็นกลาง ช่องปากจะมีสภาวะเป็นกรดตลอดเวลา เพราะฉะนั้น การละลายตัวของแคลเซียมและฟอสเฟตออกจากฟันจะเกิดขึ้นตลอด ตรงนี้เรียกว่าเกิดภาวะเป็นฟันผุ หากคราบจุลินทรีย์หนาตัวมาขึ้น ก็ยิ่งส่งเสริมให้ฟันผุเร็วขึ้น

ในเด็กบางคนไม่ได้รับการดูแลอนามัยในช่องปาก คราบจุลินทรีย์จะสะสมหนาตัวมาก ปากสกปรก ก็ยิ่งหมักหมมมากขึ้น ฉะนั้นในช่องปากเด็กจะอยู่ในภาวะเป็นกรดตลอดเวลา ฟันก็จะผุเร็วมากขึ้นทันที

ขณะนี้สถานการณ์การเกิดฟันผุในฟันน้ำนมของเด็กเป็นปัญหาเกือบทั่วโลก คือเกือบทุกประเทศรายงานใกล้เคียงกัน การสำรวจในกรุงเทพฯ พบว่าเด็กอายุ 3 ขวบ ประมาณ 7 ใน 10 คน มีประสบการณ์การเป็นโรคฟันผุในปากถ้านำเอาฟันผุที่มีทั้งหมดมาเฉลี่ยให้เด็กทุกคนเท่ากัน จะพบฟันผุอย่างน้อย 4 ซี่ ในเด็ก 1 คน

บางเขตพบ 100 เปอร์เซ็นต์ของเด็กมีผันผุในช่องปาก สภาวะฟันผุที่วัดได้ในการสำรวจจะพบเป็นฟันผุที่เห็นเป็นรูยังมีการติดเชื้ออยู่ถึงร้อยละ 90 และยังไม่เคยได้รับการรักษาใดๆ การใช้เด็กอายุ 3 ขวบเป็นตัวแทนในการบอกสภาวะโรคฟันผุที่เกิดในเด็กเล็ก เนื่องจากวัยนี้เป็นช่วงที่ฟันน้ำนมขึ้นครบ 20 ซี่แน่นอน และเป็นภาวะที่เด็กใช้ชุดของฟันน้ำนมเพื่อการเคี้ยวอาหารอย่างเต็มที่คล้ายผู้ใหญ่

ทำไมเด็กทนภาวะแบบนี้ได้ เพราะว่าเด็กใช้วิธีกินอาหารนิ่ม กินอาหารที่ละลายได้ในปาก ถ้าเราสังเกตดูจะพบว่า ขนมเด็กมีลักษณะที่เคี้ยวง่าย ละลายง่าย พวกขนมกรุบกรอบ เคลือบน้ำตาล ชุบแป้ง เด็กอมเอารสชาติ บ้างก็ละลายได้ในปาก และกลืนลงไปได้ เด็กสามารถกินขนมพวกนี้ได้ต่อเนื่องแม้จะมีฟันผุ ในทางตรงกันข้าม เคี้ยวข้าวไม่ได้ กินผักและผลไม้ไม่ได้ เพราะข้าว ผัก และผลไม้มีเส้นใยอาหารอยู่ ซึ่งต้องเคี้ยว และจะติดในรูฟันผุตลอดเวลา ถ้าเด็กจำเป็นต้องกินข้าวเด็กจะทำอย่างไร เด็กก็จะเปลี่ยนเป็นอมข้าวแทน เพราะการอมข้าวจะให้รสหวาน แต่ยิ่งอมฟันก็ยิ่งผุ เชื้อโรคจะย่อยสลายแป้งออกมาเรื่อยๆความคิดเห็นของพ่อแม่ ถ้าลูกฟันผุ คือ พ่อแม่คิดว่าเป็นฟันน้ำนมคงไม่เป็นไร เดี๋ยวฟันแท้ก็ขึ้นแล้ว และเด็กอยู่ในภาวะความเจ็บปวดในชีวิตประจำวันก็ไม่อยากไปรักษา พ่อแม่ไม่พาไปรักษา ทันตแพทย์ก็จัดการไม่ได้ สุดท้ายต้องถอนฟันอย่างเดียว เมื่อถอนฟันออกแล้วเด็กก็จะไม่มีฟันเคี้ยวอาหาร

จากการศึกษาและวิจัยพบว่า เด็กเล็กมีฟันน้ำนมขึ้นซี่แรกอายุ 6 เดือน แต่สามารถพบฟันผุในเด็กอายุ 9 เดือน ซึ่งเป็นอะไรที่น่าห่วงมาก และอัตราเพิ่มจะขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงอายุ 2 ขวบแรก ก็คือ 9 เดือน 1 ขวบ 2 ขวบ จะขึ้นสูงมากเลย จนกระทั่งถึงจุดสูงสุดประมาณ 2 ขวบกว่า จะเริ่มขึ้นน้อย เพราะไม่มีฟันเหลือให้ผุอีกแล้ว นั่นคือ ฟันกรามน้ำนมหรือฟันหน้าผุหมดแล้ว

จุดที่พบเหตุฟันผุได้ก่อนคือ บริเวณฟันหน้า การผุบริเวณฟันหน้าของเด็กจะมีรูปแบบอย่างหนึ่งก็คือ ผุหมดทุกด้านเวลายิ้มเห็นฟันหลอทั่วๆไป ซึ่งเป็นการผุจากการเลี้ยงดูด้วยนมขวด นั่นคือ เด็กไทยติดขวดนมค่อนข้างมาก
สิ่งที่ใส่เข้าไปในขวดถ้ามีรสหวาน เวลาเด็กอมจุกนม นมจะเอ่ออยู่ที่ฟันหน้าตลอดเวลา ฟันจึงผุไม่เหลือตั้งแต่เด็กบางคนคิดว่าฟันหน้าไม่เกี่ยวข้องกับการเคี้ยวเท่าไร แต่ว่าสิ่งที่เกี่ยวข้องคือมีผลกระทบต่อเนื่อง เด็กกินอะไรในขวดที่มีรสหวาน เด็กจะติดหวาน ต่อไปอาหารที่กินก็จะกินแต่อาหารที่มีรสหวาน เด็กชอบดูดขวด อมจุกนมอยู่ตลอดเวลา และจะชอบอมข้าวด้วย กระทบไปถึงฟันหลังที่ขึ้นมา ในตอนอายุประมาณ 1 ขวบ ก็จะผุไปพร้อมกัน บางคนฟันผุหมดปากทั้ง 20 ซี่

ป้องกันฟันผุในเด็กเล็กทำได้โดย การเริ่มตั้งแต่การเลี้ยงดู พ่อแม่ ย่ายาย ต้องรู้จักวิธีการเลี้ยงเด็ก วิธีเลี้ยงก็คือจะต้องรู้ว่าไม่นำอะไรใส่ลงไปในขวด อะไรที่ว่าแม้กระทั่งเป็นน้ำผลไม้ น้ำหวาน น้ำอัดลมทุกอย่างไม่ควรจะอยู่ในขวด เราควรจะป้อนเด็กด้วยตนเอง การเลี้ยงดูลูกด้วยนมแม่ได้รับความนิยมมากขึ้นจริง มีการรณรงค์เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ๖ เดือน แต่หลังจาก ๖ เดือนไปแล้ว เด็กส่วนใหญ่ต้องกินนมจากขวดซึ่งเป็นธรรมชาติของพ่อแม่ที่เลี้ยงดู แต่ทางการแพทย์บอกว่าหลัง ๖ เดือน ไม่ต้องใช้ขวดนมก็ได้ ให้ใช้ช้อนป้อนเด็ก และให้หัดดื่มจากแก้ว แต่ว่าน้อยคนนักที่จะใช้วิธีนี้

ดูแลฟันผุในเด็กเล็กที่ถูกต้อง พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องเข้าใจด้วยว่า เด็กใช้ฟันน้ำนมอย่างน้อย 10-11 ปี ถึงจะมีฟันแท้ขึ้นครบทั้งปากทดแทน ถ้าเด็กฟันผุตั้งแต่ขวบปีแรก จะทำให้ส่งผลถึงตัวเด็กที่ต้องอยู่กับเชื้อโรคที่อยู่ในปากอีก 10 กว่าปี ถ้าไม่ได้รับการดูแล การเคี้ยวอาหารไม่ได้ จะเลี่ยงไปกินอาหารที่นิ่มก็จะเกิดเป็นวงจรร้ายขึ้นมาทันที ฟันก็ไม่อยากแปรง ผัก ผลไม้ก็ไม่อยากกิน ก็จะเกิดภาวะที่เรียกว่า มีน้ำหนักตัวน้อย

มีรายงานการวิจัยของต่างประเทศพบว่าเด็กที่ฟันผุจากการเลี้ยงดูมีความสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวอย่างชัดเจนคือเด็กที่ฟันผุจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเด็กที่ฟันไม่ผุ ในขณะที่การศึกษาของไทยเองพบว่า ฟันผุมีความสัมพันธ์กับความสูงและน้ำหนักโดยเฉลี่ยของเด็ก ความสูงเป็นตัวสะท้อนพัฒนาการระยะยาว ถ้าพัฒนาการทางด้านร่างกายไม่สมวัยตั้งแต่เด็ก เป็นผู้ใหญ่ก็จะตัวเล็ก ตัวเตี้ย ต่างจากน้ำหนักซึ่งเห็นผลเร็วกว่า ที่กินน้อยร่างกายจะผอมลงในเวลาไม่นาน แต่ส่วนสูงเป็นอะไรที่สะสมในช่วงชีวิต เป็นผลกระทบที่แสดงให้เห็น ผู้ปกครองต้องช่วยดู อ้าปากเด็กดูบ้างเป็นระยะๆ ว่าฟันลูกหลานของตนมีความผิดปกติขึ้นบ้างหรือยัง การแปรงฟันเป็นการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ซึ่งพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กเด็กจะยังทำไม่ได้ดี จนกว่าอายุ 8-9 ขวบไปแล้ว เพราะฉะนั้น ฝึกให้เด็กแปรงฟันเองได้ แต่ต้องแปรงซ้ำให้เด็ก อย่าปล่อยให้เด็กแปรงฟันเอง เพราะผู้ใหญ่เองยังแปรงไม่สะอาด เพราะฉะนั้น ต้องแปรงฟันให้เด็กจนกระทั่วเด็กอายุ 8 ขวบไปแล้ว และช่วยตรวจดูความสะอาดปากเด็กก่อนนอนวันละครั้ง

อาหารมีศักยภาพในการทำให้เกิดโรคฟันผุได้ต่างๆ กัน ดังนั้น การบริโภคอาหารควรเลือกและจัดชนิดของอาหารที่ทำให้เกิดโรคฟันผุได้น้อยและต้องคำนึงถึงความครบถ้วนของสารอาหารด้วย ผู้ใหญ่ควรเลือกแนะนำให้เด็กกินขนมที่ทำให้ฟันผุน้อย หรือแนะนำวิธีการกินขนมให้เด็ก ฝึกวินัยการกินขนมให้เด็ก โดยจัดมื้อขนมให้ไม่เกิน 2 มื้อต่อวัน

อาหารที่ทำให้เด็กเล็กในกรุงเทพฯ ฟันผุ คือ กล้วยน้ำว้าปิ้ง กล้วยน้ำว้าตาก ขนุนอบกรอบ ลำไยอบแห้ง สตรอเบอร์รี่อบแห้ง ทุเรียนทอดกรอบ กล้วยเล็บมือนางตากกล้วยน้ำว้าฉาบ ถั่วปากอ้าทอด ถั่วลิสงทอด ถั่วเขียวทอด สาหร่ายญี่ปุ่น เต้าหู้ทอด (ไม่มีน้ำจิ้ม) ไส้กรอก ลูกชิ้นปลา (มีน้ำจิ้ม) หอยลายอบกรอบ ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ถั่วลันเตาอบกรอบ มันต้มขิง วุ้นกะทิ รวมมิตรกะทิ เผือกฉาบเค็มขนมครก ขนมใสไส้ ปาท่องโก๋ ข้าวแต๋นน้ำแตงโม เยลลี่ 1 ชนิด อาหารเช้าซีเรียล วุ้นธรรมดา น้ำเต้าหู้ (ไม่ใส่น้ำตาล)
โยเกิร์ตรสผลไม้รวม น้ำอัดลมชนิดที่ 1 ไอศกรีมกะทิ ไอศกรีมช็อกโกแลต น้ำส้มเกล็ดหิมะ และชาไข่มุก

โรคอ้วน
ในหลายปีที่ผ่านมาโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่บั่นทอนสุขภาพทั้งกาย และใจ รวมทั้งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคต่างๆ มากมาย ได้แก่ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคข้อเสื่อม และปัญหาทางจิตใจ โรค อ้วน เกิดตั้งแต่ในวัยเด็ก ควรป้องกันโรคนี้ตั้งแต่ในวัยเด็ก และต้องรักษาตั้งแต่เริ่มอ้วน มิฉะนั้นจะกลายเป็นโรคเรื้อรัง รุนแรง รักษายาก มีอันตรายต่อชีวิต สาเหตุของโรคอ้วน ส่วนมากมีสาเหตุจากพฤติกรรม คือ กินมากไปหรือออกกำลังกายน้อยไป หรือทั้งสองอย่าง พันธุกรรมอาจมีส่วนทำให้อ้วนได้ ส่วนโรคอ้วนที่มีสาเหตุจากโรคบางอย่าง เช่นโรคไทรอยด์ โรคเนื้องอกในสมองนั้น พบได้น้อย การที่จะบอกว่าเด็กเป็นโรคอ้วนหรือไม่ สามารถประเมินจาก การวัดน้ำหนักต่อส่วนสูง เปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานของ น้ำหนักของเด็กเพศเดียวกันที่มีส่วนสูงเท่ากัน การคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ที่คำนวณจากน้ำหนักเป็นกิโลกรัมของเด็กหารด้วย ส่วนสูงของเด็กเป็นเมตร ถ้ามากกว่าเปอร์เซนไทล์ ที่ 95 ถือว่าอ้วน

การรักษาโรคอ้วน ที่ปลอดภัยที่ควรใช้ร่วมกัน คือ การควบคุมอาหาร การกินอาหารครบทุกหมู่ตามโภชนาการ แต่ลดอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต และไขมันมาก คือ ข้าว แป้ง น้ำตาล ไขมัน เนย กะทิ ถั่วที่ให้ไขมันมาก เช่น ถั่วลิสง ไม่กินอาหารหวาน และเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน และหนัง ควรดื่มนม พร่องมันเนย หรือ นมไขมันต่ำรสจืด แทนนมวัวครบส่วน ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวานหรือน้ำอัดลม การให้ได้ใยอาหารมากขึ้น ควรกินข้าวกล้องแทนข้าวขาว กินผักเป็นประจำทุกมือ กินผลไม้ที่ไม่หวานจัดแทนขนม การกินอาหารมื้อหลัก 3 มื้อ อาหารว่าง 1-2 มื้อ ห้ามอดอาหารมื้อหลัก เพราะจะทำให้หิวจัดในมื้อถัดไป และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเกลือมาก

การออกกำลังกาย เด็กควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ควรลดเวลาที่นั่งๆนอนๆ อยู่หน้าจอ เช่น การดูโทรทัศน์หรือเล่นคอมพิวเตอร์เหลือไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการร่วมมือกันระหว่าง พ่อ แม่ ผู้ปกครองและตัวเด็ก ด้วยการลดปัจจัยที่กระตุ้นให้เด็กอยากกิน เช่น อาหารที่ล่อใจเด็ก การนั่งโทรทัศน์พร้อมกับกินขนม การให้ความรู้ทางโภชนาการที่ถูกต้องกับเด็ก และผู้ปกครอง ผู้ปกครองควรปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับวัยรุ่นผู้ปกครองควร มีการกระตุ้นให้เด็กอยากลดน้ำหนักเช่น การให้ของรางวัล ควรลดน้ำหนัก สัปดาห์ละ ไม่เกิน 0.5 กิโลกรัม ไม่ควรลดเร็วเกินไปเพราะจะเกิดอันตรายได้

ปัญหาสุขภาพของวัยรุ่น
ปัญหาสุขภาพในวัยรุ่นยังมีน้อย เพราะว่าอยู่ในช่วงวัยที่มีร่างกายสมบูรณ์เต็มที่ แต่ก็ยังปัญหาด้านสุขภาพบางอย่างที่ไม่ร้ายแรง แต่กลับทำลานสุขภาพจิตของวัยรุ่นในส่วนใหญ่ เช่น การเป็นสิว วิธีการป้องกันรักษาให้หายจากสิวนั้น ทำได้ด้วยการดูแลผิวทั่วไป ควรล้างทำความสะอาดผิวหน้า วันละ 2-3 ครั้ง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน ไม่ระคายเคืองต่อผิว สบู่ยาที่มีส่วนผสมของยาต้านแบคทีเรีย การใช้เครื่องสำอางแต่งหน้า ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดสิว โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์ที่เป็นโลชั่นหรือ Oil Based ก่อให้เกิดสิว มากกว่าผลิตภัณฑ์ที่เป็นเจล แป้งฝุ่นก่อให้เกิดสิวน้อยกว่าแป้งชนิดอัดแข็ง หรือแป้งผสมรองพื้น

สิวเป็นเรื่องของธรรมชาติที่พบบ่อยทุกเพศทุกวัย แต่สิวมักพบได้บ่อยในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และจิตใจ เกิดจากการอุดตันของต่อมไขมันกลายเป็นหัวสิว พันธุกรรมมีส่วนกำหนดความรุนแรงของสิวในแต่ละคน ปัจจัยที่มีผลต่อการเป็นสิว ได้แก่ รอบเดือน และความเครียด ปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด ฝุ่น ความร้อน การรักษาสิว ต้องใช้เวลาพอสมควร อาจเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาทาหรือยารับประทานเอง เพราะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงรุนแรง และทำให้ผิวแพ้ระคายเคืองง่าย

การใช้ยารักษาสิว ควรยาทาเฉพาะที่ การใช้ยาทาเพียงอย่างเดียว ใช้ในรายที่เป็นไม่รุนแรงนัก ยาทาที่ใช้ได้แก่ ยาทาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของสิวอักเสบ เช่น Clindamycin, Erythromycin, Tetracycline ใช้ได้ผลดีกับสิวชนิดที่มีตุ่มอักเสบ หรือตุ่มหนองที่เป็นไม่มากนัก ส่วนยาทาต้านแบคทีเรีย (Benzoyl Peroxide) ใช้ในสิวที่เป็นน้อยหรือปานกลางที่มีตุ่มอักเสบหรือตุ่มหนอง การใช้กรดวิตามินเอ (Retinoic acid) ใช้ในสิวที่เป็นมาก แต่ไม่มีการอักเสบ ยาตัวนี้จะทำให้หัวสิวหลุดง่ายขึ้น ยากินใช้ในกรณีที่ทายาแล้วไม่ได้ผล เช่น ยาแก้อักเสบ เช่น เตตราซัยคลิน นิยมใช้ร่วมกับยากิน อนุพันธ์ของวิตามินเอ (Isoretinoin) ใช้รักษาสิวชนิดรุนแรงเช่นสิวหัวช้าง ยาตัวนี้ สามารถสั่งโดยแพทย์เท่านั้น ผลข้างเคียงที่สำคัญของการใช้ยา คือ อาจทำให้เกิดความพิการของทารกในครรภ์ได้

ธรรมชาติของ “วัยรุ่น” ตามหลักจิตวิทยา เราแบ่งวัยรุ่นออกเป็น 3 ระยะ คือ วัยรุ่นตอนต้น (11-13 ปี) วัยรุ่นตอนกลาง (14-16 ปี) และวัยรุ่นตอนปลาย (17-20 ปี)ลักษณะของวัยรุ่นที่ผู้ใหญ่ควรเข้าใจ คือ การปรับตัวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายแม้ว่า วัยรุ่นจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายของตนเอง จากโรงเรียน จากแหล่งความรู้ต่างๆ แต่วัยรุ่นยังมีความกังวลอยู่ ความกังวลที่เกิดขึ้นมักเป็นความกังวล ในด้านความเหมือน และความไม่เหมือน ความแตกต่าง และไม่แตกต่างไปจากกลุ่มเพื่อน ความกังวลเกี่ยวกับร่างกายของตนเองนั้น แม้วัยรุ่นจะมีความกังวลแต่จะไม่มากเท่ากับความกังวล ในเรื่องของความสมบูรณ์ของร่างกายว่าสมกับความเป็นหนุ่มสาวหรือไม่ นอกจากนี้ยังสนใจว่า การเปลี่ยนแปลงของร่างกายนั้นทำให้ตนเองมีความงดงามดีหรือไม่ดีอย่างไร ดังนั้นอะไรที่เสริมให้หล่อ เสริมให้สวย เสริมให้ดูดี วัยรุ่นจะใฝ่ หามาใช้ให้ตนเองรู้สึกสมบูรณ์ขึ้น เช่นหาวิธีแก้ปัญหาเรื่องสิว เรื่องหน้ามัน หน้าขาว เรื่องกลิ่นหอม เครื่องประดับต่างๆ

การแสวงหาบทบาททางเพศของตนเอง เพราะวัยรุ่นมีการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย และจิตใจประกอบกับความคิดด้านวัฒนธรรมยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ จึงทำให้วัยรุ่นคิดว่าตนเองมีพลัง มีศักยภาพ และโดยลักษณะของวัยรุ่น ทีมีแนวโน้มที่จะไม่เชื่อฟังคำแนะนำ ไม่คิดถึงเรื่องคุมกำเนิด ทำให้วัยรุ่นเข้าไปสู่เพศสัมพันธ์ หรือปัญหาต่างๆโดยที่ตนเองไม่ตั้งใจ ความต้องการเป็นอิสระจากพ่อแม่ และผู้ใหญ่ เพื่อพัฒนาไปสู่ภาวะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มีความรับผิดชอบตนเอง มีความต้องการได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มเพื่อนมากกว่าที่จะพึ่งผู้ปกครองหรือครูอาจารย์ จนทำให้พฤติกรรมที่แสดงออกมาเป็นแบบต่อต้านผู้ใหญ่ ทั้งๆ ที่ในใจของเขายังยอมรับฟัง ยังผูกพัน ยังต้องการ และรู้สึกพึ่งพาผู้ใหญ่อยู่ การมีอารมณ์ที่ผันแปรง่าย วัยรุ่นจะมีอารมณ์ที่ผันแปรง่าย ขึ้นๆลงๆ มีลักษณะอารมณ์แบบที่เรียกว่า สองจิต สองใจ อ่อนไหวต่อแรงกระตุ้นทั้งจากสิ่งแวดล้อมภายนอก และการเปลี่ยนแปลงของภายในจิตใจเอง การควบคุมอารมณ์ยังไม่ดี ทำให้วัยรุ่นมีความกังวลง่าย โกรธง่าย หงุดหงิดง่าย โกรธเมื่อถูกล้อเลียน โกรธเมื่อถูกลงโทษที่ไม่เป็นธรรม โกรธเมื่อมีคนปฏิบัติกับเขาเหมือนเด็กๆ โกรธเมื่อทำกิจกรรมแล้วเกิดการล้มเหลว โกรธถ้าถูกขัดขวางจากผู้ปกครอง

วัยรุ่นมักมีความกังวลต่อการเรียน, การปรากฏกายในที่สาธารณะ, การสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศ เมื่อวัยรุ่นโกรธหรือหงุดหงิด อาจจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ อารมณ์รักในวัยรุ่นจะแตกต่างจากเด็ก เพราะเด็กจะรัก และพึ่งพาพ่อแม่ของตนมาก แต่ในวัยรุ่น ความรักของเขาจะเปลี่ยนจากรักพ่อแม่ไปเป็นคนรักที่เขายกย่อง การมีความอยากรู้อยากเห็น เป็นอารมณ์ ที่เด่นชัดมากในวัยรุ่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วัยรุ่นเกิดการเรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่องเพศ วัยรุ่นอยากรู้อยากเห็นมาก และประกอบกับมีความรู้สึกทางเพศไวมาก จึงทำให้วัยรุ่นหมกมุ่นเรื่องนี้ได้ง่าย การมีการพัฒนาทางสติปัญญามากในวัยเด็ก และวัยรุ่นเป็นวัยที่มีอัตราพัฒนาการ และการเติบโตของสติปัญญามาก จึงเป็นวัยที่เหมาะจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ วัยรุ่นเป็นวัยที่มีความคิดนามธรรม มีเหตุผล และช่างคิด ช่างวิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์ มีสายตายาวไกลขึ้น ทำให้มีโอกาสโต้แย้งผู้ใหญ่อยู่เรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตาม วัยรุ่นยังขาดประสบการณ์ ชีวิต ดังนั้นเขาต้องอาศัยการแนะแนว และแบบอย่างจากผู้ใหญ่อยู่อย่างต่อเนื่อง

การแสวงหาเอกลักษณ์ของตนเอง เพื่อนจะมีบทบาทสำคัญอย่างมาก วัยรุ่นจะตระหนัก ในความสำคัญของกลุ่ม และของเพื่อน พยายามทำตนให้เป็นที่ยอมรับของเพื่อน เข้าร่วมสังสรรค์กับกลุ่ม ต้องการเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม การที่ผู้ใหญ่เข้าใจ ลักษณะของวัยรุ่นดังกล่าว จะทำให้ วัยรุ่น พัฒนาไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต

ปัญหาสุขภาพของคนวัยทอง
การนอนไม่หลับเป็นปัญหาใหญ่ของวัยทองตามปกติในเวลากลางคืน ร่างกายจะสร้างฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้ง่วง อยากนอนหลับพักผ่อน เมื่อคนเราอายุมากขึ้น จะนอนหลับได้ยากขึ้น เนื่องจากการสร้างฮอร์โมนเมลาโทนินลดลง ส่วนมากหลับแล้วตื่นกลางดึก และเมื่อตื่นแล้ว ก็จะหลับต่อไม่ได้ ทำให้เกิดอาการหงุดหงิด อ่อนเพลีย และขาดประสิทธิภาพในการทำงาน

สาเหตุของการนอนไม่หลับ การนอนไม่หลับที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ แบ่งเป็นความผิดปกติทางกาย และความผิดปกติทางจิต ความผิดปกติทางกาย เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติของท่อทางเดินปัสสาวะ ทำให้ต้องตื่นมาปัสสาวะบ่อยๆ ในเวลากลางคืน ผู้ป่วยโรคข้อหรือโรคหัวใจที่อาการมักจะกำเริบตอนกลางคืน ผู้ป่วยโรคอ้วนที่มักจะเกิดอาการหายใจไม่สะดวกเพราะลิ้นไปปิดทางเดินหายใจขณะนอนหลับ หรือผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมที่มักจะหลับยากและหลับๆ ตื่นๆ อยู่ตลอดเวลา ส่วนความผิดปกติทางจิต เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการกังวลหรือซึมเศร้า การนอนไม่หลับที่ไม่ได้เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ เช่น คนที่มักจะนอนกลางวัน พอตกกลางคืนจะไม่รู้สึกง่วง หรือคนที่เข้านอนเร็วเกินไป ก็อาจจะนอนไม่หลับ การดื่มเครื่องดื่มประเภท ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิด ก็อาจเป็นสาเหตุของการนอนไม่หลับ นอกจากนี้การออกกำลังกายเวลาค่ำก็ทำให้นอนไม่หลับได้เช่นกัน ถ้าการนอนไม่หลับเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ การแก้ไขก็คือการรักษาที่ต้นเหตุของอาการ แต่ถ้าการนอนไม่หลับเกิดจากสาเหตุอื่น การเปลี่ยนพฤติกรรมในการนอน อาจช่วยให้ผู้ที่อยู่ในวัยทองหลับง่ายขึ้น คือ ควรนอนเมื่อรู้สึกง่วง อย่าเข้านอนแต่หัวค่ำมากนัก และอย่านอนดึกจนเกินไป ควรตื่นนอนในเวลาเดียวกันเป็นประจำทุกวัน การหลีกเลี่ยงการนอนตอนกลางวัน เพราะจะทำให้นอนไม่หลับในเวลากลางคืน ถ้าเข้านอนแล้วนอนไม่หลับ ให้ลุกมาอ่านหนังสือหรือฟังเพลง เมื่อง่วงจึงกลับไปนอนใหม่ การออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน จะทำให้หลับได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรออกกำลังกายก่อนเข้านอน การหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน เพราะจะทำให้ร่างกายตื่นตัว การจัดห้องนอน และที่นอนให้เหมาะสม ห้องนอนที่ดีต้องปราศจากเสียงดังรบกวน อากาศถ่ายเทสะดวก อุณหภูมิเย็นสบาย มีแสงสว่างพอเหมาะ ที่นอนไม่แข็งหรืออ่อนเกินไป

ปัญหาท้องผูกเป็นปัญหาเรื้อรังในวัยทอง ท้องผูกเป็นอาการของระบบทางเดินอาหารที่มักเกิดกับคนวัยทอง ตามปกติระบบขับถ่ายในร่างกายจะทำงานโดยการบีบตัวของลำไส้ ให้กากอาหารถูกขับถ่ายออกมา แต่ถ้าร่างกายเสื่อมสภาพ การบีบตัวของลำไส้จะใช้เวลานาน ร่างกายจะดูดน้ำจากกากอาหารมากขึ้น ทำให้ปริมาณอุจจาระเหลือน้อย แข็ง และถ่ายลำบาก การแก้ไขอาการท้องผูกควรรับประทานอาหารที่มีเส้นใยหรือกากใยอาหารมากๆ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ การดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพราะจะทำให้กากใยอาหารที่ได้รับเข้าไปทำงานได้ดีขึ้น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้อวัยวะในระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดีขึ้น การขับถ่ายให้เป็นเวลา เพื่อให้ลำไส้เกิดความเคยชิน และไม่ควรกลั้นอุจจาระ การใช้ยาระบายช่วยในบางราย แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา เพราะหากใช้ยาระบายเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดโรคอย่างอื่นตามมาได้ อาการร้อนวูบวาบ ปัญหาน่ารำคาญของวัยทอง อาการร้อนวูบวาบเกิดจากระบบควบคุมความร้อนความเย็นในร่างกายเสื่อมไปตามวัย วิธีธรรมชาติที่ดีที่สุดในการป้องกันอาการดังกล่าว ก็คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะทำให้มีการระบายความร้อนของร่างกายเป็นประจำ ระบบรูขุมขนจะทำงานดีขึ้น สามารถลดอาการดังกล่าวลงได้ พยายามอยู่ในที่ที่เป็นธรรมชาติมากๆ มีลมพัดผ่านยิ่งดี อยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิพอดี ถ้าอยู่ในห้องปรับอากาศ ก็อย่าเปิดเครื่องให้เย็นเกินไป นอกจากนี้ การฝึกสมาธิก็จะช่วยให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนได้ดีพอสมควร อาการร้อนวูบวาบในวัยทองไม่ใช่โรค และไม่ทำให้เกิดอันตรายใดๆ จึงไม่ควรวิตกกังวลมากนัก เพราะจะยิ่งทำให้เครียด และมีอาการมากขึ้น

โรคร้ายสำหรับผู้บริโภคในกรุงเทพฯ
โรคหัวใจ และหลอดเลือด

โรคนี้เป็นกลุ่มโรคที่มีพยาธิสภาพ ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดทั่วร่างกาย ทั้งหลอดเลือดดำ และหลอดเลือดแดง รวมทั้งหลอดน้ำเหลืองต่างๆ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่ม 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 โรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดในสมองหรือที่เรียกในภาษาชาวบ้านว่า “อัมพาต” กลุ่มที่ 2 โรคหัวใจขาดเลือดจากหลอดเลือด โคโรนารี่ที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน และกลุ่มที่ 3 โรคหัวใจ รูห์มาติค โรคหลอดเลือดในสมอง

กลุ่มโรคที่มีพยาธิสภาพเกิดขึ้นกับหลอดเลือดแดงและดำที่เลี้ยงเนื้อสมองทำให้เนื้อสมองบางส่วนหรือทั้งหมดสูญเสียสมรรถภาพในการทำงาน พยาธิสภาพที่ เกิดขึ้นมีหลายแบบ เช่น ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งจนเกิดตีบตัน หลอดเลือดอักเสบ มีการสะสมของสารอมิลอยด์ (Amyloidal) หลอดเลือดสมองโป่งพอง และก้อนเลือดแตกจากที่อื่นหลุดมาอุดเส้นเลือด เป็นต้น โดยมีผลให้เกิดอาการมากกว่า 24 ชั่วโมง และอาจตายได้ และสามารถเกิดอาการได้หลายรูปแบบแตกต่างกันไปตั้งแต่ ชัก สับสน แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก เป็นต้น ส่วนใหญ่มีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากภาวะความดันเลือดสูง โรคอัมพาตเฉียบพลัน คือ การบาดเจ็บอย่างเฉียบพลันของระบบสมองและประสาทที่คนทั่วไปเรียกว่าโรคหลอดเลือดในสมองโรคหัวใจขาดเลือด คือ ภาวะของการขาดออกซิเจนเพื่อที่จะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น จากพยาธิสภาพในหลอดเลือดแดง โคโรนารี่ ที่ไปเลี้ยงหัวใจ เกิดอุดหรือตีบตัน หลอดเลือดแดงหดเกร็ง เป็นต้น ทำให้เซลหัวใจขาดออกซิเจน ขาดความสมดุลในการทำหน้าที่ อาจจะมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้ ภาวะที่ทำให้ เกิดโรคหัวใจขาดเลือดที่พบบ่อยคือ ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง โรคนี้อาจจะมาด้วยอาการเจ็บแน่นหน้าอก อาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือตายโดยทันทีจากโรคหัวใจโรคความดันโลหิตสูง คือ กลุ่มโรคที่มีพยาธิสภาพ และอาการอันเป็นผลเนื่องจากระดับความดันเลือด ที่สูงเกินปกติ จนไปทำลายผนังหลอดเลือด และอวัยวะปลายทางในรูปแบบต่างๆ เช่น เส้นเลือดในสมองแตก หัวใจล้มเหลว หลอดเลือดโป่งพอง เป็นต้น และโรคหัวใจรูห์มาติค คือ โรคหัวใจที่เป็นผลจากภาวะเรื้อรังต่อเนื่องของไข้รูห์มาติคที่มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจ ที่เกิดการอักเสบของการติดเชื้อ กรุ๊ปเอ สเตร็ปโตคอคไคในลำคอ

สถานการณ์ และธรรมชาติของโรคโรคหัวใจ และหลอดเลือดนับเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของโลกในศตวรรษปัจจุบัน ซึ่งถือว่าอยู่ในระยะการระบาดใหญ่ เป็นสาเหตุของการตายของโลกอย่างน้อย 17 ล้านคน ต่อปี หรือประมาณหนึ่งในสามของการตายทั้งหมดทั่วโลก ทั้งนี้เริ่มพบการระบาดของโรคกลุ่มนี้ในประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประชากรด้อยโอกาสมากขึ้น เมื่อประมาณยี่สิบปี มานี้เอง ในไทยโรคหัวใจ และหลอดเลือดเป็นหนึ่งในสามอันดับแรกของสาเหตุการตายมานานกว่ายี่สิบปี โดยมีโรคหลอดเลือดในสมองหรืออัมพาต เป็นสาเหตุการตาย และ ภาระโรคเป็นสาเหตุหลัก รองลงมาได้แก่ โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง ช่วงอายุที่เป็นสูงสุดอยู่ในช่วง 55-64 ปี รองลงมาคือ ช่วง 65-74 และ 45-54 ปี สำหรับการอัมพาต โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจขาดเลือด มีปัจจัยห่วงโซ่สาเหตุที่เป็นปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ทั้งเชิงสังคม และกายภาพ จากผลของการพัฒนาที่ไม่รู้เท่าทันทำให้วิถีชีวิตในคนเมืองเสี่ยงต่อการเป็นโรคเพิ่มขึ้น ตั้งแต่การบริโภคยาสูบที่เพิ่มขึ้น การเคลื่อนไหวออกกำลังกาย ที่ลดลงทั้งในการทำงาน การเดินทาง และการพักผ่อน การตามใจตนเองมากเกินไปจากสถานะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง กระตุ้นให้มีการบริโภคเกิน และบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม ทั้งรสอาหารที่มีองค์ประกอบของเกลือ และน้ำตาลสูงขึ้น ส่วนประกอบไขมันจากสัตว์เพิ่มขึ้นขณะที่บริโภคพืชผักผลไม้ และธัญพืชลดลง การบริโภคแอลกอฮอล์ ปริมาณสูงมาก และบ่อย การขาดความสามารถในการจัดการความเครียดที่ดี ขณะที่สภาพแวดล้อมของ โครงสร้างทางสังคม และการจัดการมีการกระตุ้นเร้าให้เกิด ความเครียดได้ง่าย และบ่อยขึ้น การเผชิญต่อวิถีชีวิต และสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงโดยไม่รู้เท่าทันเหล่านี้ ในช่วงระยะความถี่ที่บ่อยหรือค่อนข้างบ่อยเป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของประชากรทั่วไป และสามารถสำรวจพบการเปลี่ยนแปลงนี้ในสังคมเมือง ทั้งภาวะน้ำหนักเกิน ความดันโลหิตสูง ภาวะน้ำตาล และไขมันผิดปกติ ภาวะเบาหวาน ที่เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในเขตเมือง และเขตชนบทที่รับเอาวิถีชีวิตเมืองที่ไม่มีสุขภาพมาปฏิบัติ ส่วนกลุ่ม โรคหัวใจรูห์มาติค

สาเหตุการเกิดโรคมาจากหลายสาเหตุ และมีลักษณะเป็นห่วงโซ่ที่มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกัน และกัน ในแต่ละห่วงโซ่ แต่ห่วงโซ่ที่สำคัญที่สุด คือ กลุ่มปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้โดยเฉพาะปัจจัยในระดับพฤติกรรมเสี่ยงและพฤติกรรมการป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องถูกพัฒนาสร้างขึ้นตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของชีวิต ส่วนใหญ่ของโรคที่เกิดขึ้นใหม่ในชุมชนจะมาจากกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่มีค่าความเสี่ยงไม่สูงมาก อยู่ในระยะก้ำกึ่งหรือความเสี่ยงต่ำ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของค่าความเสี่ยงเฉลี่ยของปัจจัยเสี่ยงสำคัญในประชากรทั่วไปทั้งหมดในคนเมือง จะมีผลในการลดโรคที่มากกว่าการควบคุมเฉพาะพบแนวโน้มการระบาดของโรคยังขึ้นกับปัจจัยหลายปัจจัย ได้แก่ การเคลื่อนของสัดส่วนประชากรในวัยทำงาน และสูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น โอกาสการเข้าถึงข่าวสารการบริการที่จำเป็นในการป้องกันควบคุมความเสี่ยง และโรค รายได้ การศึกษา ระดับ และขนาดของการบริโภคยาสูบ การบริโภคอาหารไขมัน และคอเลสเตอรอลสูง วิถีชีวิตนั่งๆ นอนๆ และผลปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงต่างๆและพันธุกรรมพื้นฐาน ปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดในคนเมืองที่เป็นเป้าหมาย

วิธีการป้องกันควบคุม คือ ภาวะความดันโลหิตที่สูงขึ้น การบริโภคยาสูบ การมีวิถีชีวิตนั่งๆ นอนๆ (Sedentary life style) การรับประทานอาหารเกินไม่ได้สัดส่วนเหมาะสม (Dietary Imbalance) ปัจจัยของหลอดเลือดเสื่อมอื่นๆ ได้แก่ ภาวะเบาหวาน ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน ไขมันผิดปกติในเลือด ความถี่ของปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เริ่มพบมากขึ้นในเยาวชน และผู้ใหญ่ตอนต้น ขณะที่มีหลักฐานชัดเจนถึงความสำคัญของการออกกำลังกายในการป้องกันโรค ที่ช่วยป้องกันทั้งโรคหัวใจ อ้วน และ ภาวะความดันโลหิตสูง

ในวัยเด็กจึงจึงมีความสำคัญอย่างมากที่จะจัดให้มีหนทางในการพัฒนานิสัย การออกกำลังกายไปตลอดช่วงชีวิต ในหลายชุมชนในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย เด็กๆ มีวิถีชีวิตนั่งๆ นอนๆ มากขึ้น จากโทรทัศน์ วีดีโอเกมส์ คอมพิวเตอร์ และการขาดการอบรมสั่งสอนการออกกำลังกายในโรงเรียนโดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา รวมทั้งการขาดการปลูกฝังการบริโภคอาหารที่เหมาะสมตั้งแต่ในครอบครัว ปัจจัยสาเหตุเหล่านี้ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงร่วมของโรคไม่ติดต่ออื่นๆ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคมะเร็งบางชนิด โรคหลอดลมอุดกลันเรื้อรัง โรคกระดูกพรุน ตับแข็ง เป็นต้น
การเกิดโรคในระดับบุคคลเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยเสี่ยงหลายปัจจัย มากกว่าปัจจัยเสี่ยงปัจจัยหนึ่งปัจจัยใดโดดๆ ดังนั้นการป้องกันควบคุมโรคในระดับบุคคล ในปัจจุบันจึงมุ่งไปที่การควบคุมปัจจัยหลายปัจจัยร่วมกัน โดยในประเทศกำลังพัฒนา ที่มีเศรษฐกิจปานกลางจะมุ่งดำเนินการควบคุมปัจจัยของการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดนี้ ในกลุ่มที่พบว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงหรือเบาหวานอยู่แล้วโรคกลุ่มนี้อยู่โดยไม่มีอาการป่วยหรือปัญหาสุขภาพได้หลายปี การดำเนินของพยาธิสภาพของโรคยากที่จะย้อนหายกลับเป็นปกติสมบูรณ์ หรือควบคุมได้บางส่วนหลังเมื่อมีอาการปลากฎขึ้น ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงและคุณภาพชีวิตเลวลง

อย่างไรก็ตามการหยุดบุหรี่ เป็นสิ่งสำคัญหลักในการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และหลอดเลือด ในกลุ่มผู้ที่เคยมีอาการของหัวใจขาดเลือด และจะลดความเสี่ยงต่อการ เป็นซ้ำในอนาคตถึงครึ่งหนึ่งเมื่อหยุดบุหรี่

โรคมะเร็ง
สาเหตุการเกิดมะเร็ง ในปี พ.ศ. ๒๓๖๗ นักชีววิทยาชาวฝรั่งเศสชื่อ ฟรองซัวส์ แวงซองต์ ราสปายส์ (François Vincent Raspail) ได้กล่าวไว้ว่า “เซลล์ของร่างกายมนุษย์ นอกจากจะเป็นรากฐานของการมีชีวิต และสุขภาพแล้ว เซลล์ยังเป็นรากฐานของโรคภัยไข้เจ็บ และความตายด้วย” นั่นคือการเกิดมะเร็งก็จะมีจุดเริ่มต้นจากเซลล์เช่นกัน โดยจะเกิดความพิการหรือผิดปกติที่ยีน (Gene) ภายในโครโมโซม (Chromosome) ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นกรดนิวคลิอิก และเป็นรหัสชีวิตที่จะควบคุมลักษณะ และหน้าที่การทำงานของเซลล์ และการถ่ายทอดลักษณะทางกรรมพันธุ์ความพิการหรือผิดปกติเช่นนี้ ทำให้เซลล์แบ่งตัวโดยไม่ยอมหยุดอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของร่างกาย นักวิจัยจำนวนมากทั่วโลกต่างก็ได้พยายามที่จะค้นคว้าวิจัยว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ปกติเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง และก็ยังไม่สามารถจะสรุปแน่นนอนได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไรแน่ แต่ก็พอจะสรุปได้ว่ามีเหตุส่งเสริมที่สำคัญ 2 อย่างร่วมกัน อันจะทำให้เซลล์นั้นๆ ทำงานผิดปกติ คือ เหตุส่งเสริมหรือปัจจัยที่ขึ้นอยู่กับภาวะภายในร่างกาย และเหตุส่งเสริมที่อยู่ภายนอกร่างกาย

ปัจจัยที่ขึ้นอยู่กับภาวะภายในร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายของแต่ละบุคคล ซึ่งในแต่ละบุคคลจะมีมากน้อยแตกต่างกัน โดยปกติเซลล์มะเร็งสามารถจะสร้างสารต่างๆ ออกมาในรูปของโปรตีน และโพลีเปปไทด์ (Polypeptides) หลายๆ ชนิด ซึ่งจะพบได้ที่พื้นผิว หรือผนังของเซลล์มะเร็ง เรียกว่า ทูเมอร์แอสโซซิเอตแอนติเจน (Tumour Associated Antigen, TAA) หรือทูเมอร์สสเปซิฟิกทรานสแพลนเตชันแอนติเจน (Tumour Specific Transplantation Antigen, TSTA) ตามปกติร่างกายของคนเรา สามารถจะรับรู้แอนติเจนชนิดนี้ จึงสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีที่จะมาต้านแอนติเจนนี้ได้ จะโดยสาเหตุใดก็ตามที่ร่างกายไม่สามารถจะค้นพบ หรือไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต้านแอนติเจนนี้ได้ ก็จะเกิดเซลล์มะเร็งขึ้น (1) เชื้อชาติ ทุกชนชาติเป็นมะเร็งได้เหมือนกัน แต่มะเร็งบางชนิดจะพบมากเฉพาะบางเชื้อชาติ เช่น ชาวญี่ปุ่นเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมาก ส่วนมะเร็งโพรงจมูกพบมากในชาวจีน เป็นต้น (2) เพศ มะเร็งบางชนิดจะพบมากในเพศชาย เช่น มะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งตับ แต่มะเร็งบางชนิดจะพบมากในเพศหญิง เช่น มะเร็งของช่องปาก มะเร็งผิวหนัง เป็นต้น และมะเร็งบางชนิดก็จะพบได้เท่าๆ กันทั้งสองเพศ (3) อายุ มะเร็งบางชนิดพบมากในคนอายุน้อย เช่น มะเร็งของเนื้อเยื่อที่เรียกว่า ซาร์โคมา (Sarcoma) ในขณะที่มะเร็งของเยื่อบุที่เรียกว่า คาร์ซิโนมา (Cacinoma) จะพบมากในคนอายุมาก และมะเร็งบางชนิดก็จะพบเฉพาะในเด็กเท่านั้น เช่น มะเร็งของลูกตาชนิดเรติโนบลาสโตมา (Retinoblastoma) มะเร็งของไตแบบวิล์ม (Wilm ‘s tumour) เป็นต้น (4) กรรมพันธุ์ (Genetics) มีมะเร็งหลายชนิดที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกรรมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน เช่น มะเร็งของมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งลูกตาชนิดเรติโนบลาสโตมา ถ้ามีผู้หนึ่งผู้ใดเป็นมะเร็งเหล่านี้แล้ว พี่น้องหรือลูกหลานก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งนั้นๆ ได้มากขึ้น

ความผิดปกติต่างๆ เช่น ในกรณีเป็นไฝ หรือ ปานดำ มีโอกาสจะกลายเป็นมะเร็งผิวหนังเมลาโนชนิดร้าย (Malignant Melanoma) เนื้องอกชนิดธรรมดาก็อาจกลายเป็นมะเร็งได้ มะเร็งลูกตาชนิดเรติโนบลาสโตมาที่พบเฉพาะในเด็ก ไฝดำที่ปลายจมูกกลายเป็นมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา

พฤติกรรมการดำเนินชีวิต และเหตุส่งเสริมที่อยู่ภายนอกร่างกาย (1) สารกายภาพต่างๆ (Physical Agents) ส่วนใหญ่เกิดจากการระคายเรื้อรัง เช่น ผู้ที่มีฟันเก เวลาเคี้ยวอาหารฟันจะไปครูดกับเยื่อบุภายในช่องปาก เช่น บริเวณกระพุ้งแก้ม หรือลิ้นนานๆไปทำให้เกิดมะเร็งของเยื่อบุในช่องปากหรือมะเร็งของลิ้นได้ ฟันปลอมที่ไม่กระชับ เวลาเคี้ยวอาหารจะมีการเสียดสีกับเหงือกหรือเพดานปาก อาจจะทำให้เกิดมะเร็งของเหงือกหรือเพดานปากได้ ก้อนนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้เกิดมะเร็งของระบบทางเดินปัสสาวะได้ การดื่มสุราที่มีดีกรีของแอลกอฮอล์สูงๆ โดยไม่เจือจางจะทำให้มีการระคายของเยื่อบุบริเวณแอ่งไพริฟอร์ม (Pyriform) ข้างๆ กล่องเสียง ทำให้เกิดมะเร็งบริเวณนี้ได้ ผู้ที่นิยมรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มร้อนจัดจะมีการระคายบริเวณหลอดอาหาร ทำให้เกิดมะเร็งของหลอดอาหารได้ สารต่างๆ ที่ฉีดเข้าร่างกายเพื่อการเสริมสวย ก็มีส่วนทำให้เกิดมะเร็งได้ การระคายเฉพาะที่อวัยวะเพศชายที่หนังหุ้มปลายไม่เปิด จะเกิดการระคายจากขี้เปียก (Smegma) ทำให้เกิดมะเร็งของอวัยวะเพศได้ การกระทบกระแทก การฉีกขาดของปากมดลูก เช่น ผู้ที่มีอาชีพโสเภณี การคลอดบุตรหลายๆ คนหรือการมีกะบังลมหย่อนในหญิงสูงอายุ ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้ง่าย รังสีต่างๆ (Ionizing radiation) การได้รับรังสีในปริมาณน้อยๆ แต่ได้รับบ่อยเป็นระยะเวลานานๆ จะมีโอกาสทำให้เกิดมะเร็งได้เกือบทุกอวัยวะ (2) สารเคมี (Chemical agents) ในปัจจุบันนี้มนุษย์เราโดยเฉพาะชาวไทย นอกจากจะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษแล้ว มนุษย์เรากำลังลอยคออยู่ในทะเลของสารที่ทำให้เกิดมะเร็ง ซึ่งเรียกรวมๆ กันว่า “สารก่อมะเร็ง” (Carcinogen) อีกด้วย

องค์การอนามัยโลกได้รายงานถึงสารต่างๆ ที่มีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็งมากถึง 450 ชนิด โดยส่วนใหญ่สารต่างๆ เหล่านี้แฝงตัวมาในธรรมชาติในรูปของอาหารพืช หรือสารเคมีต่างๆ เช่น เคมีวัตถุประเภทน้ำมันดิน (Hydorcarbon) ที่ใช้ทำยารักษาโรค ใช้ในอุตสาหกรรมเคมี ควันไอเสียของเครื่องยนต์ เป็นต้น การรับประทานหมาก การใช้ยาฉุนบริเวณริมฝีปากนอกจากจะมีการระคายเคืองเรื้อรังแล้ว ยังมีสารเคมีที่ทำให้เกิดมะเร็งของช่องปากได้ การสูบบุหรี่จัด ควันบุหรี่มีสาร เบนซ์ไพรีน (Benzpyrine) ทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ สีย้อมผ้าต่างๆ เช่น สีอะนีลีน (Aniline Dye) หรือสีอะโซ(Azo Dye) เช่น สีเหลือง (Butter Yellow, Dimethylamino Azobenzene) ซึ่งใช้ย้อมสีเนยเทียม หรือนำไปผสมอาหาร ขนม หรือลูกกวาดต่างๆ เพราะมีราคาถูก และมีสีสดสวย แทนที่จะใช้สีซึ่งสกัดมาจากพืชเหมือนสมัยก่อน สีต่างๆ เหล่านี้ทำให้เกิดมะเร็งของกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งของทางเดินน้ำดีได้ สารหนูซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของยารักษาโรค เช่น ยาจีนรักษาโรคผิวหนังชนิดเรื้อนกวาง แต่กลับเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งของผิวหนังได้ สารไนโตรซามีน (Nitrosamines) ซึ่งพบในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์หมักทุกชนิด เช่น ปลาร้า แหนมหมูสับ ปลาส้ม หรืออาหารที่เข้าดินประสิว เหล่านี้ทำให้เกิดมะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะอาหารได้ ความร้อนจะทำลาย (Denature) สารไนโตรซามีนได้ ฉะนั้นอาหารประเภทนี้ถ้าทำให้สุกเสียก่อนก็จะปลอดภัย อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์รมควัน หรือเนื้อสัตว์ที่ย่างจนไหม้เกรียม ดีดีที นอกจากจะมีพิษโดยตรงต่อมนุษย์แล้ว ดีดีทียังเปลี่ยนสภาพในร่างกายเป็นสารไดไนโตรซามีนซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนไนโตรซามีนอีกด้วย (3) ฮอร์โมนมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านมจะมีความสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนเพศหญิง คือ เอสโทรเจน และโพรเจสเทอโรน มะเร็งต่อมลูกหมาก จะมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน (Androgen) เป็นต้น ฮอร์โมนเหล่านี้มักจะอยู่ในยารักษาโรค (4) เชื้อไวรัส มีไวรัสหลายชนิดเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ ไวรัสเหล่านี้เรียกว่า “ไวรัสที่ทำให้เกิดเนื้องอกหรือมะเร็ง” (Oncogenic Viruses, Tumour Viruses) ซึ่งแบ่งออกเป็นสองกลุ่มตามลักษณะของกรดนิวคลิอิก คือ ไวรัสดีเอ็นเอ และไวรัสอาร์เอ็นเอ เมื่อไวรัสเข้าไปในเซลล์แล้วก็จะมีการเพิ่มจำนวน(Productive Infection) หรืออาจจะไม่เพิ่มจำนวนก็ได้ แต่จะสามารถทำให้เซลล์มีการเปลี่ยนแปลงในรูปร่างไปได้ (Transformation) จากการที่ยีน หรือดีเอ็นเอของไวรัส (Vigalgenome หรือ Viral DNA) ไปแทนที่ดีเอ็นเอของเซลล์ในปัจจุบันนี้ ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าไวรัสทำให้เกิดมะเร็งในคน แต่ก็มีประจักษ์พยานหลายอย่างที่ทำให้คิดว่า ไวรัสอาจจะเป็นสาเหตุหรือเกี่ยวข้องกับมะเร็งบางชนิดในคน เช่น ไวรัสอีบีวี (Epstein-Barr Virus) มีความสัมพันธ์กับมะเร็งโพรงหลังจมูก และมะเร็งของต่อมน้ำเหลืองเบอร์ดิตต์ (Burkitt ‘s Lymphoma) หรือไวรัสเฮอร์ปีสซิมเพล็กซ์ ชนิดที่ 2 (Herpes Simplex Virustype 2) ก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด มะเร็งเต้านม ก็มีประจักษ์พยานว่า น่าจะเกิดจากไวรัสเช่นกัน (5) สารพิษ (Toxin) โดยเฉพาะสารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) จากเชื้อราแอสเพอร์จิลลัสฟลาวัส (Aspergillums Flatus) ซึ่งชอบขึ้นในอาหารประเภทถั่วต่างๆ โดยเฉพาะถั่วลิสง อาหารประเภทข้าวต่างๆ มันสำปะหลัง นอกจากนี้ยังเคยมีรายงานการตรวจพบสารอะฟลาท็อกซินในน้ำนมวัว มะพร้าว และน้ำมันถั่วลิสง สารพิษนี้ทำให้เกิดมะเร็งตับได้โดยตรง (6) พยาธิบางชนิด เช่น พยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งพบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีส่วนทำให้เกิดมะเร็งตับบางชนิดได้ (7) ภาวะขาดอาหาร โรคตับแข็งซึ่งเกิดจากการขาดอาหารโปรตีน จะกลายเป็นมะเร็งตับได้ง่าย สารต่างๆ ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง หรือสารที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดมะเร็งเหล่านี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สามารถทำให้เกิดมะเร็งได้เท่านั้น และร่างกายจะต้องได้รับสารเหล่านั้นในปริมาณค่อนข้างมากในระยะเวลานานๆ ด้วย และ (8) ประการสำคัญที่สุดคือ การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะเกิดเป็นมะเร็งได้นั้น ย่อมจะต้องขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานต่อโรคมะเร็งของบุคคลนั้นๆเป็นสำคัญ และยังจะต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่พอเหมาะด้วย ฉะนั้น การที่รับประทานอาหารที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่บ้างเป็นบางครั้งบางคราวจึงไม่น่าจะต้องวิตกแต่อย่างใด ฟันเกไปครูดเยื่อบุภายในของริมฝีปากล่าง เป็นแผลเพิ่งเริ่มกลายเป็นมะเร็ง แผลมะเร็งขนาดใหญ่ที่ด้านข้างของลิ้นซึ่งเกิดจากการครูดของฟัน หมากพลูที่มีสารก่อมะเร็ง

พฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคมะเร็งร้าย การนอนดึกทำให้ฮอร์โมนต้านมะเร็งไม่หลั่งออกมา นอกจากนั้นยังจะทำให้เกิดโรคร้ายอื่นได้ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง และโรคอ้วน เพราะว่าเมื่อนอนดึกมักจะหิว และต้องหาของขบเคี้ยวมากินให้หายหิว การสูบบุหรี่ และการดื่มเหล้า ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้ปอด และตับทำงานหนักมาก แม้จะสูบซิการ์ซึ่งมีนิโคตินต่ำกว่าบุหรี่ หรือดื่มเหล้าแบบกลั่นอย่างดีของฝรั่ง แต่ก็ยังมีการสร้าง ” สนิมมะเร็ง ” ออกมาไม่น้อย ทำให้คนที่เสพทั้งแก่เร็ว และตายไวได้จากโรคมะเร็ง ไม่ต้องกังวลเรื่องสีผมว่าจะมีสีขาว เพราะคงอยู่ไม่ถึง ต้องจากโลกนี้ไปเสียก่อนที่ผมจะหงอก การทานอาหารประเภทไขมัน และเนื้อแดง พฤติกรรมชอบรับประทานอาหารประเภทไขมัน และเนื้อแดง เพราะว่าไขมันอิ่มตัว และโปรตีนจากเนื้อนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นหนึ่งของมะเร็งที่จะใช้เจริญเติบโตได้ไม่แพ้ทารกเกิดใหม่ มะเร็งจะสร้างหลอดเลือดยื่นไปดูดกินเลือดเนื้อของเราจนแทบไม่เหลือเลือดอันสมบูรณ์ไปเลี้ยงอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย ร่างกายเราจึงซูบผอมเรื่อยๆ การมีความเครียด หรือเครียดมากๆ มีผลต่อการหลั่งของสารในร่างกาย คือ จะมีสารทุกข์หลั่งออกมาหล่อเลี้ยงมะเร็งให้โตขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับน้ำมันราดบนกองไฟให้คุโชนขึ้น โรคไวรัสตับอักเสบบี และมีภูมิแพ้ที่รักษาไม่หาย ดังที่กล่าวไปว่า ถ้าภูมิดีก็มีพลังต้านมะเร็งได้ตั้งแต่ในเซลล์แรกที่บังเอิญเกิดขึ้นมา เพราะปกติในกายเราก็มีเซลล์แบบมะเร็งนี้เกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ ทุกวัน การปล่อยกายให้อ้วน สร้างให้เกิดธาตุแก่ออกมาแช่อิ่มอวัยวะภายในร่างกาย และไขมันตาม ตัวยังสร้างให้เกิดฮอร์โมนกระตุ้นให้มะเร็งแบ่งตัวดีขึ้นด้วย การไม่สนใจในวิตามิน การขาดวิตามินที่ทำหน้าที่ต้านเชื้อมะเร็งให้ดับเป็นจุณไป ก่อนที่จะเผยอหน้าขึ้นมาแบ่งตัวปนเปไปในร่างกายเรา ดังนั้นคนที่ไม่ชอบรับประทานผักผลไม้ต้องลองหันกลับมาคิดใหม่เพื่อสุขภาพที่ดี การชอบกินของร้อนจัดไป เช่น ดื่มชาร้อนหรือกาแฟร้อนจัดประเภทควันฉุย จะไปลวกให้เซลล์หลอดอาหารอักเสบอยู่บ่อยๆ เมื่ออักเสบเป็นประจำก็จะมีโอกาสเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งง่ายขึ้น การทำให้คอเลสเตอรอลลดต่ำ พบว่าถ้าต่ำเกินไปก็ไม่ดี มีผลกับภูมิคุ้มกันที่แย่ลง เมื่อภูมิต่ำแล้วก็จะหมดปัญญาต้านเซลล์มะเร็งที่จะเข้ามา การกลั้นปัสสาวะ น้ำปัสสาวะเป็นของเสีย ยิ่งอยู่นิ่งเป็นเวลานานจากการอั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำนิ่งในคลองแสนแสบ ซึ่งทิ้งไว้ไม่นานจะกลายเป็นน้ำเน่า แต่ถ้าเน่าในกระเพาะปัสสาวะเราก็มีผลให้เกิดเซลล์มะเร็งงอกขึ้นมาได้ การชอบบริโภคอาหารที่เค็มจัด พบว่าการบริโภคอาหารเค็ม มีอัตราการเกิดมะเร็งสูงกว่า โดยเฉพาะในอาหารจำพวกเนื้อเค็ม เนื้อแห้ง หมูแดง ที่นอกจากเค็มแล้วยังมีสีแดงดีจากดินประสิวอีกด้วย การตรวจสอบประวัติมะเร็งในครอบครัว มะเร็งร้ายในครอบครัวบางอย่างสามารถถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมได้ แม้จะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์แต่ต้องรับไว้ด้วยความไม่เต็มใจ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ถ้าป้องกันไว้ดีๆ แล้วบางทีก็ไม่เกิดขึ้นมา การชอบตากแดดบ่อย แสงแดดเป็นรังสีที่กระตุ้นอณูเซลล์ของคุณให้สะดุ้งตกใจจนเครื่องในรวนได้ เมื่อเครื่องในรวนแล้วก็ไม่สามารถที่จะคุมการแบ่งตัวได้ ทำให้แบ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง กลายเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และการไม่ค่อยช่วยใคร ถ้าพูดให้ง่ายเข้า คือเห็นแก่ตัว และไม่ค่อยได้ทำบุญนั่นเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ได้หมั่นช่วยเหลือผู้อื่นจนชินแล้ว เรามักไม่ค่อยได้นึกถึงตัวเองนัก และเมื่อไม่หมกมุ่นกับตัวเองแล้วก็ไม่ค่อยเกิดความ ” อยาก ” อันนำไปสู่ความเครียดร้อนอก ร้อนใจ หรือถ้าไม่มีเวลาก็แค่อนุโมทนากับบุญที่เราได้พานพบก็ทำให้มี “สารสุข” หลั่งออกมาเสริมภูมิรู้สู้มะเร็งแล้ว

วิถีชีวิตแห่งการมี ” ไลฟสไตล์ของคนเมือง ” ดังที่ได้กล่าว ก็จะทำให้ได้มะเร็งมาเป็นเจ้าของอย่างง่ายดาย หลายๆ คนอาจรู้สึกตกใจว่าตรงกับพฤติกรรมของเรามากกว่า 2-3 ข้อเป็นแน่แท้ ดังนั้นแล้วรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อเสริมสร้าง และรักษาร่างกายให้แข็งแรง
โรคที่สำคัญอีกโรคหนึ่งคือโรคมะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งยอดฮิตในคนเมือง จากสถิติที่ผ่านมา มียอดผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นทุกปี ขึ้นชื่อว่า “มะเร็ง” เป็นโรคร้ายที่หลายๆ คนกลัวทั้งนั้น “มะเร็งปากมดลูก” ได้คร่าชีวิตสาวไทยถึงวันละ 7 คนโดยเฉลี่ย และยังเพิ่มขึ้นปีละ 6-7 พันคน เชื่อว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในผู้หญิงที่อายุยังน้อยอีกด้วย ไลฟ์สไตล์ของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้หญิงไทยในปัจจุบันเริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย และอยู่ร่วมกันก่อนแต่งงานหรือมีการเปลี่ยนคู่นอน ไม่รู้วิธีการป้องกันตัวเอง จึงทำให้สาวไทยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นมาก แถมยังละเลยเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ ทำให้กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง ก็อยู่ในขั้นที่ยากต่อการรักษาแล้ว ผู้หญิงจำนวนมากยังเข้าใจผิดคิดว่ามะเร็งปากมดลูกเป็นเรื่องของสาวสูงวัย ซึ่งมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงสูงวัย คือผลลัพธ์ของพฤติกรรมการไม่ดูแลปกป้องตัวเองอย่างถูกต้องในช่วงต้นของชีวิต อาทิ การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย การมีคู่นอนหลายคน มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย “การป้องกันมะเร็งปากมดลูกควรทำตั้งแต่ในวัย 11-12 ปี และอายุ 16 ปีมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่า ผู้ปกครองควรช่วยให้พวกเขาได้เรียนรู้วิธีการป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากการเป็นมะเร็งปากมดลูก ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต”

โรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นกลุ่มของโรคซึ่งมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งอาจจะเกิดจากความผิดปกติของการสร้าง หรือการออกฤทธิ์ หรืออาจจะเกิดจากกลไกทั้งสอง ผลจากการที่น้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแข็ง และมีการทำลาย ไต สมอง หัวใจ ระดับน้ำตาลเมื่อเป็นใหม่ๆจะไม่สูงแต่เมื่อเวลาผ่านไประดับน้ำตาลจะสูงขึ้นตามหลักทางการแพทย์ โรคเบาหวานจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือโรคเบาหวานชนิดที่หนึ่ง (Type 1 Diabetes, Immune-Mediated) หรือที่เคยเรียกว่า Insulin-Dependent diabetes (IDDM) ผู้ป่วยมักจะเกิดอาการก่อนอายุ 30 ปี ด้วยอาการหิวน้ำบ่อย น้ำหนักลด เกิด Ketosis ได้ง่าย เกิดจากมีการทำลายของ ß-cell ทำให้มีการหลั่งอินซูลินน้อยลง เกิดจากมีการทำลายของตับอ่อนเนื่องจากมีภูมิคุ้ม Antibody กันต่อ Beta-cell ของตับอ่อน นอกจากนั้นยังพบมี antibody ต่ออินซูลิน ผู้ป่วยจะไม่มีการสร้างอินซูลินหรืออาจจะมีแต่น้อยมาก ความรุนแรงของโรคในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน บางคนเป็นมาก และเร็ว มักพบในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย หรือพวกที่กินมากๆ แต่ไม่อ้วน และเบาหวานชนิดที่สอง (Type 2 Diabetes, No insulin dependent : NIDDM) ความสำคัญของโรคเบาหวานชนิดนี้ก็คือคนอาจจะเป็นโรคเบาหวานโดยที่ไม่เกิดอาการอะไร เมื่อผู้ป่วยมีอาการของโรคเบาหวานมักจะมีโรคแทรกซ้อนแล้วร้อยละ 50 จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจเลือดแม้ว่าจะยังไม่มีอาการของโรคเบาหวาน ผู้ป่วยมักจะมีอายุมากกว่า 30 หรือผู้สูงอายุ การวินิจฉัยโดยการเจาะเลือดตรวจร่างกายโดยไม่มีอาการ ผู้ป่วยมักจะอ้วน โรคจะค่อยๆดำเนินจนเกิดโรคแทรกซ้อน ผู้ป่วยจะมีระดับอินซูลินปกติหรือสูงสาเหตุที่เป็นเบาหวานเพราะมีภาวะต้านต่ออินซูลิน ร่างกายมีความต้านทานอินซูลิน ทำให้มันทำงานได้ไม่ดีทั้งที่ร่างกายสร้างอินซูลินได้ปกติ การลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย จะช่วยในการควบคุมโรคเบาหวาน

อาการของโรคเบาหวาน คนปกติก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือด 70-110 มก.% หลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชม.ระดับน้ำตาลไม่เกิน 140 มก.% ผู้ที่ระดับน้ำตาลสูงไม่มากอาจจะไม่มีอาการอะไร การวินิจฉัยโรคเบาหวานจะทำได้โดยการเจาะเลือด อาการที่พบได้บ่อย คนปกติมักจะไม่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะในเวลากลางดึก หรือปัสสาวะอย่างมากไม่เกิน 1 ครั้ง เมื่อน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า 180 มก.% โดยเฉพาะในเวลากลางคืนน้ำตาลจะถูกขับออกทางปัสสาวะทำให้น้ำถูกขับออกมากขึ้น จึงมีอาการปัสสาวะบ่อย และเกิดการสูญเสียน้ำ และอาจจะพบว่าปัสสาวะมีมดตอม ผู้ป่วยจะมีอาการหิวน้ำบ่อย เนื่องจากต้องทดแทนน้ำที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ มีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลดเกิดเนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาล จึงย่อยสลายส่วนที่เป็นโปรตีน และไขมันออกมา ผู้ป่วยจะกินเก่งหิวเก่งแต่น้ำหนักจะลดลง เนื่องจากร่างกายนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงมีการสลายพลังงานจากไขมัน และโปรตีนจากกล้ามเนื้อ อาการอื่นๆที่อาจเกิดได้แก่ การติดเชื้อ แผลหายช้า อาการคันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้หญิง สาเหตุของอาการคันเนื่องจากผิวแห้งไป หรือมีการอักเสบของผิวหนัง

การเห็นภาพไม่ชัด ตาพร่ามัวต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายตา เช่น สายตาสั้น ต่อกระจก น้ำตาลในเลือดสูง มีอาการชาไม่มีความรู้สึก เจ็บตามแขนขาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากน้ำตาลสูงนานๆทำให้เส้นประสาทเสื่อม เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองมักจะวินิจฉัยไม่ได้ในระยะแรก การที่มีภาวะน้ำตาลสูงเป็นเวลานานๆทำให้เกิดการเสื่อมของอวัยวะต่างๆเช่น ตา หัวใจ ไต เส้นประสาท เส้นเลือด นอกจากนี้ยังพบว่ามีโรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในโลหิตสูงร่วมด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการวินิจฉัยให้เร็วที่สุดเพื่อลดภาวะแทรกซ้อน การตรวจคัดกรองเบาหวานในผู้ใหญ่ที่ไม่มีอาการ ผู้ที่สมควรได้รับการเจาะเลือดตรวจตรวจหาเบาหวาน คือ ประวัติครอบครัวพ่อแม่ พี่ หรือ น้อง การเป็นเบาหวานควรจะตรวจเลือดแม้ว่าคุณจะไม่มีอาการ การวัดระดับความอ้วน ดัชนีมวลกายมากกว่า 27% หรือน้ำหนักเกิน20%ของน้ำหนักที่ควรเป็นสำหรับประเทศในเอเซียเราพบว่าเมื่อดัชนีมวลกายมากกว่า 23 จะพบผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานมาก ดังนั้นแนะนำว่าควรจะเจาะเลือดตรวจเบาหวานเมื่อดัชนีมวลกายมากกว่า 25 ในอายุมากกว่า 45 ปี ผู้ที่ตรวจพบ IFG หรือ IGT ความดันโลหิตสูงมากกว่า140/90 MmHg ระดับไขมัน HDL น้อยกว่า 35 มก% และหรือ TG มากกว่า 250 มก.% ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย

พฤติกรรมการลดความเสี่ยงที่ให้เป็นโรคเบาหวานการเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกต้องเพื่อสุขภาพ เป็นสิ่งที่สำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีโรคแทรกซ้อนก็จะลดลงด้วย ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่รับประทานข้าวเป็นหลัก สลับกับอาหารพวกแป้งเป็นบางมื้อ รับประทานพืชผักให้มาก และรับประทานผลไม้เป็นประจำ การรับประทานเนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดเป็นประจำ ดื่มนมให้พอเหมาะกับวัย หลีกเลี่ยงอาหาร หวาน มัน และเค็ม การรับประทานอาหาร 3 มื้อ และอาหารว่างหนึ่งมื้อ และรับประทานอาหารให้เป็นเวลา ห้ามงดอาหาร การรับประทานอาหารให้หลากหลายเพื่อที่รางกายจะได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ การรับประทานไขมันให้น้อย เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน หลีกเลี่ยงการทอดใช้การย่าง อบ ต้ม หรือเผาแทนการทอด การรับประทานน้ำตาลให้น้อยลง ก่อนรับประทานอาหารให้อ่านสลากอาหาร และการหลีกเลี่ยงน้ำอัดลมที่ใส่น้ำตาล หลีกเลี่ยงคุกกี้ เค้ก ลูกอม การหลีกเลี่ยงอาหารเค็ม โดยการเติมเกลือให้น้อย หลีกเลี่ยงอาหารกระป่อง ให้ชิมรสอาหารก่อนปรุง

ถ้าเป็นโรคเบาหวานแล้วจะทำกันอย่างไรดี (1) การควบคุมอาหาร Medical nutrition therapy (MNT) เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยต้องสามารถที่จะวางแผนในการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อได้อย่างเหมาะสม เป็นที่ทราบกันดีว่าการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายเป็นการรักษาที่สำคัญในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สอง จุดมุ่งหมายในการควบคุมอาหาร คือรักษาระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุดโดยการปรับให้เกิดความสมดุลระหว่างกับยาที่ใช้คุมเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นยาฉีดหรือยารับประทานเพื่อป้องกันโรคที่พบร่วมกับเบาหวาน ได้แก่ ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนได้แก่ หลอดเลือดแดงแข็ง ภาวะหมดสติจากน้ำตาลต่ำหรือสูง ต้องได้รับพลังงานเพียงพอที่จะรักษาระดับน้ำหนักให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตในเด็ก เพียงพอสำหรับที่จะตั้งครรภ์ และให้นมบุตร เพียงพอที่จะใช้ต่อสู้กับภาวะเครียดต่างๆ การส่งเสริมสุขภาพให้ดีที่สุดเพื่อควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควรเป็น ถ้าเป็นเด็กต้องให้ได้พลังงานที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต เพื่อสามารถทำงานได้ตามปกติ

แผนการควบคุมอาหารให้ปรับเป็นรายๆขึ้นอยู่กับสภาพของโรค อายุ น้ำหนัก ยาที่รับประทาน พฤติกรรมการบริโภค ตารางข้างล่างเป็นเป้าหมายในการคุมเบาหวานโดยคุมอาหาร ในปัจจุบันไม่ได้เข้มงวดเหมือนในอดีต ผู้เป็นโรคเบาหวาน สามารถรับประทานอาหารต่างๆได้เหมือนปกติ แต่อาจจะต้องดัดแปลงหรือจำกัดปริมาณเพื่อให้เหมาะสมกับโรคปัจจัยที่เราจะต้องนำมาพิจารณา คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่าการกินน้ำตาลมากจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูง เมื่อเจาะเลือดตรวจพบน้ำตาลว่าสูง ผู้เป็นโรคเบาหวานส่วนหนึ่งมักจะบอกว่าช่วงนี้ไม่ได้รับประทานหวานเลยทำไมน้ำตาลยังสูงอยู่ ความจริงระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นมากน้อยแค่ไหนไม่ได้ขึ้นกับปริมาณน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรต์ แต่ขึ้นกับปริมาณพลังงานที่ได้รับ หากรับมากเกินความต้องการของร่างกายระดับน้ำตาลในเลือดจะสูง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยระวังอาหารมันซึ่งเป็นสาเหตุของน้ำตาลในเลือด และไขมันในเลือดสูง

การออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานจะให้ผลดีคือลดระดับน้ำตาล และไขมัน การลดระดับความดันโลหิต และลดการเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด ในการออกกำลังกายจะต้องระวังโรคแทรกซ้อน เช่นน้ำตาลต่ำ การเลือกวิธีออกกำลังจะขึ้นกับสุขภาพของแต่ละคนโรคเบาหวานเป็นโรคที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลให้เป็นพลังงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานาน จนเกิดภาวะแทรกซ้อน การรักษาที่สำคัญของโรคเบาหวานประกอบไปด้วย การควบคุมอาหารอย่างเหมาะสม การออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก การใช้ยาลดน้ำตาล การดูแลตัวเอง การออกกำลังกายจะทำให้การควบคุมเบาหวานง่ายขึ้น และทำให้น้ำหนักลด คนที่ไม่เคยออกกำลังกายให้เริ่มทีละน้อย โดยเริ่มจากกิจวัตรประจำวัน เช่น การเดินไปทำงาน การใช้บันไดแทนบันไดเลื่อน หรือการทำสวน เมื่อท่านแข็งแรงขึ้น ท่านสามารถออกกำลังกายโดยการวิ่ง เลือกกิจกรรมที่ท่านมีความสุข เช่นเต้นรำ และควรออกกำลังร่วมกับครอบครัว

คนปกติเวลาออกกำลังกาย ร่างกายจะใช้พลังงานร่างกายจะปรับตัวมิให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำโดยการลดการหลั่งอินซูลิน ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่หนึ่ง กลไกการหลั่งฮอร์โมนเสียไปกล่าวคือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่หนึ่งถ้ารักษาไม่ดี ได้รับอินซูลินไม่พอ เวลาออกกำลังกายมีการ ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงเกิดภาวะช๊อคได้ง่าย

ประโยชน์จากการออกกำลังกาย ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะได้ประโยชน์ คือ การลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และหลอดเลือดแดงแข็ง เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ทำให้น้ำหนักลดลง การทำให้การคุมเบาหวานดีขึ้นเนื่องจากการเพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลิน หลังออกกำลังกาย 48 ชั่วโมงร่างกายยังไวต่ออินซูลิน หากออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้นโดยที่น้ำหนักไม่เปลี่ยนแปลง และสามารถลดยาฉีดอินซูลินหรือ ยากินได้ด้วย

โรคความดันโลหิตสูง
ทุกๆคนต้องมีความดันโลหิต เพราะความดันโลหิต จะเป็นแรงผลักดันให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกาย ดังนั้นทุกคนควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับความดันโลหิต และรักษาให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะความดันโลหิตสูงจะทำให้เกิดหลอดแข็ง และตีบ เมื่อหัวใจบีบตัวหัวใจจะบีบเลือดไปยังหลอดเลือดแดง ทำให้เกิดความดันโลหิตซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจ และแรงต้านทานของหลอดเลือด หัวใจคนเราเต้น 60-80 ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัว และลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ความดันโลหิตของคนเราไม่เท่ากันตลอดเวลาขึ้นกับท่า ความเครียด การออกกำลังกาย การนอนหลับ ค่าปกติของคนเราคือ 120/80 มิลิเมตรปรอท แต่ไม่ควรเกิน 140/90 หากสูงกว่านี้แสดงว่าคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต โรคหัวใจเป็นโรคที่มีอัตราตายสูง ดังนั้นการป้องกันความดันโลหิตสูงสามารถป้องกันอัตราการตายจากโรคหัวใจ และโรคอัมพาต โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของทุกท่านเนื่องจากไม่มีอาการเตือนดังนั้น การจะทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูงจำเป็นต้องวัดความดันโลหิต

ค่าความดันโลหิต จะมีสองค่าเสมอ เรียกว่า “ตัวบน” และ “ตัวล่าง” ค่าแรกเป็นความดันโลหิตในหลอดเลือดที่เกิดขึ้นขณะที่หัวใจ บีบตัว ไล่เลือดออกจากหัวใจ ส่วนตัวล่าง คือ ความดันของเลือดที่ยังค้างอยู่ในหลอดเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควรจำค่าทั้งสองไว้ เพราะมีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ปัจจุบันความดันโลหิตที่เรียกว่า “เหมาะสม” ในผู้ที่อายุมากกว่า 18 ปี คือ ตัวบนไม่เกิน 120 มม.ปรอท และตัวล่างไม่เกิน 80 มม.ปรอท เรียกสั้นๆ ว่า 120/80 ความดันโลหิตที่ “อยู่ในเกณฑ์ปกติ” คือ ต่ำกว่า 130/85 มม.ปรอท ความดันโลหิตสูงเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ 130-139/85-89 มม.ปรอท จะเรียกได้ว่ามีความดันโลหิตสูงเมื่อ ความดันโลหิตตัวบนมากกว่า (หรือเท่ากับ) 140 และตัวล่างมากกว่า (หรือเท่ากับ) 90 มม.ปรอท อย่างไรก็ตามก่อน ที่จะเรียกว่าผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงได้นั้น แพทย์จะต้องวัดซ้ำหลายๆครั้ง หลังจากให้ผู้ป่วยพักแล้ว วัดซ้ำจนกว่าจะแน่ใจว่าสูงจริง และที่สำคัญเทคนิคการวัดต้องถูกต้องด้วย เครื่องมือที่ใช้วัดความดันโลหิตที่เป็นมาตรฐาน คือ ผ้าที่มีถุงลมพันที่แขน และใช้ปรอท ในขณะวัดความดันโลหิตผู้ถูกวัดความดัน โลหิตควรจะอยู่ ในท่านั่งสบายๆ วัดหลังจากนั่งพักแล้ว 5 นาที ไม่วัดหลังจากดื่มกาแฟหรือ สูบบุหรี่ ขนาดของผ้าพันแขนก็ต้อง เหมาะสมกับแขนผู้ถูกวัดด้วย หากอ้วนมากแล้วใช้ผ้าพันแขนขนาดปกติ ค่าที่ได้จะสูงกว่าความเป็นจริง การปล่อยลมออกจาก ที่พันแขนก็มีความสำคัญอย่างมาก และเป็นที่ละเลยกันมากที่สุด คือจะต้องปล่อยลมออกช้าๆ ไม่ใช่ปล่อยพรวดพราดดังที่เห็น หลายๆแห่งทำอยู่ การทำเช่นนั้นทำให้ได้ค่าที่ผิดไปจากความเป็นจริงมาก เครื่องวัดความดันก็ต้องได้มาตรฐาน ไม่ใช่เครื่องเก่ามากหรือมีลมรั่ว เป็นต้น ตำแหน่งของเครื่องวัดก็ควรอยู่ระดับเดียวกับหัวใจ และต้องวัดซ้ำๆ เพื่อหาค่าเฉลี่ย

ปัจจุบันมีเครื่องมือที่ออกแบบมาให้วัดความดันโลหิตได้ง่าย และสะดวกขึ้น โดยผู้วัดไม่จำเป็นต้องมีความรู้เลย เพียงแค่ใส่ถ่าน พันแขน และกดปุ่ม เครื่องจะวัดให้เสร็จ อ่านค่าเป็นตัวเลข เครื่องแบบนี้มีขายตามศูนย์การค้าทั่วไป โดยทั่วไปแล้วใช้งานได้ดี (แบบพันแขน) แต่ก็ต้องนำเครื่องมา ตรวจสอบความถูกต้องเป็นครั้งคราว ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควรมีเครื่องชนิดนี้ไว้วัดที่บ้านด้วย ในอนาคตเครื่องวัดความดันโลหิตแบบปรอทอาจจะเลิกใช้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากผลทางสิ่งแวดล้อม (ปรอทเป็นสารอันตราย) และอีกเหตุผลหนึ่งคือใช้เทคนิคมากในการวัดให้ถูกต้อง

ความรู้ปัจจุบันพบว่า การวัดความดันโลหิตที่ดีที่สุดคือการวัดความดันโลหิตตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งหลับและตื่น เพื่อดูแบบแผนว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และหาค่าเฉลี่ยความดันโลหิตของช่วงกลางวัน และกลางคืน ค่าที่ถือว่าปกติโดยการวัดความดันโลหิต 24 ชั่วโมงนี้ คือ ขณะตื่นความดันโลหิตเฉลี่ยควรน้อยกว่า 135/85 มม.ปรอท และเมื่อหลับความดันโลหิตเฉลี่ยควรน้อยกว่า 120/75 มม.ปรอท ประการแรกคือความดันโลหิตเป็นค่าไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุกวินาที จึงไม่แปลกที่วัดซ้ำในเวลาที่ใกล้เคียงกัน แล้วได้คนละค่า แต่ก็ไม่ควรจะแตกต่างกันนัก ความดันโลหิตยังขึ้นกับท่าของผู้ถูกวัดด้วยท่านอนความดันโลหิตมักจะสูงกว่าท่ายืน นอกจากนั้นแล้ว ยังขึ้นกับสิ่งกระตุ้นต่างๆ เช่น อาหาร บุหรี่ อากาศ กิจกรรมที่ทำอยู่ รวมทั้งจิตใจด้วย ประการต่อมาคือภาวะความดันโลหิตสูงปลอม หมายความว่า จริงๆแล้วผู้ป่วยไม่ได้มีความดันโลหิตสูง แต่ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ เมื่อมาวัดความดันโลหิต ที่คลินิกแพทย์หรือโรงพยาบาล จะวัดได้สูงกว่าปกติทุกครั้ง แต่เมื่อวัดโดยเครื่องวัดความดันโลหิต 24 ชั่วโมงหรือวัดด้วยเครื่องอิเลคโทรนิคเองที่บ้าน กลับพบว่าความดันปกติ เรียกภาวะเช่นนี้ว่า White Coat Hypertension หรือ Isolated Clinic Hypertension กลุ่มนี้มีอันตรายน้อยกว่าความดันโลหิตสูงจริงๆ

ความดันโลหิตสูงก็ยังเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุส่วนใหญ่มีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้องทั้งพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม เช่น อาหารรสเค็ม เชื้อชาติ ส่วนน้อยเกิด (น้อยกว่าร้อยละ 5) จากความผิดปกติของหลอดเลือด ไตวาย หรือ เนื้องอกบางชนิด ความดันโลหิตสูงได้ชื่อว่าเป็นฆาตกรเงียบ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติ ไม่ทราบว่าตัวเองมีความดันโลหิตสูง หรือ แม้จะทราบแต่ละเลยไม่สนใจรักษาเพราะรู้สึกปกติ สบายดี ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่างๆตามมาภายหลัง ผู้ป่วยส่วนน้อยที่มี อาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ การที่ปล่อยให้ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง โดยเฉพาะหลอดเลือดเลี้ยงสมอง ตา หัวใจ และไต จึงทำให้หลอดเลือดสมองแตกหรือตีบตัน เป็นอัมพาต ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ โรคหัวใจขาดเลือด ไตวายเรื้อรัง เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น จนเกิดหัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจหนา ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวายตามมา เห็นได้ว่าการละเลย ไม่สนใจรักษา ก็จะมีโทษต่อตนเอง ในอนาคต เป็นที่น่าเสียดายที่ผลแทรกซ้อนต่างๆ เหล่านี้สามารถ ป้องกันได้โดยการควบคุม ความดันโลหิต แม้จะไม่สามารถป้องกัน ได้ทั้งหมดก็ตาม ดังนั้นการรักษาความดันโลหิตสูงในวันนี้ ก็เพื่อที่จะลดโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนร้ายแรงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคตลงให้มากที่สุดนั่นเอง ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ การรับประทานยาเป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาตลอดไป หากหยุดยา ความดันโลหิตอาจกลับมาสูงอีกได้

เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติ แม้ความดันโลหิตจะสูงมากๆก็ตาม ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้อาการมาพิจารณาว่า วันนี้จะรับประทานยาหรือไม่ เช่น วันนี้สบายดีจะไม่รับประทานยาเช่นนั้นไม่ได้ การรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดเวลาเป็นระยะเวลานาน จะช่วยลดโอกาสเกิดโรคแทรกทางสมอง หัวใจ ไต และหลอดเลือดได้

การรักษา แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การไม่ใช้ยา กับการใช้ยา การไม่ใช้ยาหมายถึงการลดน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดบุหรี่ และหลีกเลี่ยงอาหารเค็ม ในผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูงเล็กน้อย อาจเริ่มการรักษาโดยไม่ใช้ยา แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิด โรคหัวใจอยู่ด้วยก็อาจจำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วย

ปัจจุบันมียาลดความดันโลหิตอยู่หลายกลุ่ม กลไกการออกฤทธิ์แตกต่างกันไป ราคาก็ต่างกันมาก ตั้งเม็ดละ 50 สตางค์ ถึง 50 บาท ยาลดความดัน ควรจะออกฤทธิ์ช้าๆ ไม่ทำให้ความดันโลหิตแกว่งขึ้นลงมากจนเกินไป สามารถควบคุมความดัน โลหิตได้ดีตลอด 24 ชั่วโมงโดยการรับประทาน เพียงวันละ 1 ครั้ง มีผลแทรกซ้อนน้อย แต่น่าเสียดายว่ายังไม่มียาใดที่วิเศษขนาดนั้น ยาทุกตัวล้วนก็มีข้อดี ข้อด้อย และผลแทรกซ้อนทั้งสิ้น อย่าลืมว่า การปล่อยให้ความดันโลหิตสูงอยู่นานๆ ก็เป็นผลเสีย ร้ายแรงเช่นกัน จึงควรติดตามการรักษาโดยการวัดความดันโลหิตสม่ำเสมอ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง หากมีผลแทรกซ้อน ควรปรึกษาแพทย์ท่านเดิมเพื่อปรับเปลี่ยนยา ไม่ควรเปลี่ยนแพทย์ไปเรื่อยๆ เพราะทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง

การรักษาความดันโลหิตสูง ในผู้ป่วยสูงอายุเป็นเรื่องที่สำคัญ และจำเป็นต้องรักษา แต่ต้องรักษาด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากหากลดความดันโลหิตมากเกินไป ก็อาจเกิดผลเสียขึ้นได้ นอกจากการรับประทานยาแล้ว การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้ผ่องใส งดอาหารเค็ม ก็จะช่วยให้ ควบคุมความดันโลหิตได้ดียิ่งขึ้น

ความจริงแล้วไม่มี “โรคความดันต่ำ” มีแต่ภาวะความดันโลหิตต่ำที่เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายขาดสารน้ำ เช่น ท้องเสีย อาเจียน เสียเลือด อากาศร้อนจัด หรือจากยาบางชนิด ความดันโลหิตที่วัดได้ 90/60 มม.ปรอท ไม่ได้หมายความว่าเป็นความดันโลหิตที่ต่ำกว่าปกติ คนจำนวนมากมีความดันโลหิตขนาดนี้ โดยไม่มีอาการผิดปกติ อาการหน้ามืด เวียนศีรษะบ่อยๆ ที่คนส่วนใหญ่ คิดว่าเป็นจาก “ความดันต่ำ” นั้น อาจเกิดจากหลายสาเหตุ มักจะเกิดจากการขาดการออกกำลังกาย มากกว่าที่จะเกิดจากภาวะ ความดันโลหิตต่ำ การรักษาภาวะความดันโลหิตต่ำ ต้องรักษาที่สาเหตุ ไม่ใช่การดื่มเบียร์อย่างที่เข้าใจกัน

โรคหลอดเลือดสมอง

ภาวะสมองขาดเลือดถือว่าเป็นหนึ่งในโรคสำคัญที่พบได้บ่อยในสังคมเรา และกลายเป็นปัญหาหนักต่อตัวผู้ป่วยเอง ต่อครอบครัวของผู้ป่วย รวมทั้งต่อสังคมโดยทั่วไปด้วย โรคนี้จะทำให้เกิดอาการอัมพาตเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจสูญเสียความสามารถในการพูด และหรือการมองเห็น ภาวะสมองขาดเลือดมีสาเหตุจากการที่ร่างกายไม่สามารถลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมองได้ เนื่องจากเกิดการอุดตันของเส้นเลือด ส่งผลให้ออกซิเจน และสารอาหารอื่นไม่สามารถขึ้นไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ หลังจากนั้นเซลล์สมองก็จะตายในเวลาเพียงสั้นๆ นอกจากนี้ ภาวะสมองขาดเลือดอาจเกิดขึ้นจากการมีเลือดออกในสมองเนื่องจากภาวะหลอดเลือดแตก ซึ่งอัตราการเกิดขึ้นของกรณีนี้มีประมาณ 12% ของภาวะสมองขาดเลือดทั้งหมด ความรุนแรงของภาวะสมองขาดเลือดจะมากหรือน้อยเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเนื้อเยื่อสมองที่ถูกทำลาย โดยธรรมชาติแล้วสมองด้านซ้ายจะควบคุมการทำงานของอวัยวะซีกขวา และการพูด โดยสมองด้านขวาควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย

โรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือโรคสมองขาดเลือดหรือที่นิยมเรียกกันว่า Stroke ในทางการแพทย์มักจะเรียกกันว่า CVD โรคหลอดเลือดสมองทำให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาต (แขน และขาอ่อนแรงครึ่งซีก) มีปัญหาทางด้านความคิด สูญเสียความจำ มีปัญหาทางด้านการพูด อารมณ์แปรปรวน การเกิดภาวะสมองขาดเลือดเป็นประสบการณ์ที่ร้ายแรงมาก ภาวะสมองขาดเลือดที่มีเนื้อสมองตาย มักเกิดจากการขาดเลือด และออกซิเจนไปเลี้ยง โดยทั่วไปเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดแดงในสมองหรือหลอดเลือดแดงคาโรติด ซึ่งเป็นหลอดเลือดแดงบริเวณคอที่นำเลือดไปเลี้ยงบริเวณสมอง ภาวะสมองขาดเลือดนี้มักเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ ( Ischemic Stroke) หรือภาวะหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งมักเกิดจากการที่ผนังหลอดเลือดแตกทำให้มีเลือดคั่งในเนื้อสมอง

สมองขาดเลือด เนื้อสมองจะได้รับอาหาร และออกซิเจนจากเลือดเมื่อหลอดเลือดตีบหรือมีก้อนเลือดอุดจะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอทำให้สมองขาดเลือด สมองขาดเลือดเพียงไม่กี่นาทีก็จะทำให้เซลล์สมองตาย ลักษณะที่สำคัญของสมองขาดเลือด ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองมักจะเป็นโรคที่เกิดเฉียบพลันทันที สาเหตุของโรคอาจจะเกิดจากหลอดเลือดตีบ หรือเกิดจากลิ่มเลือดไปอุดหลอดเลือด อาการของโรคจะเกิดทันที อาการส่วนใหญ่ได้แก่อาการอ่อนแรงของแขน และหรือขาข้างใดข้างหนึ่ง พูดลำบาก การทรงตัว การมองเห็น การวินิจฉัยประวัติการเจ็บป่วย การตรวจร่างกาย การตรวจทางรังสี การเจาะเลือด
การรักษาได้การให้ยาละลายลิ่มเลือด การให้ยาป้องกันเส้นเลือดตีบ การรักษาโรคร่วม การผ่าตัด

โรคเครียด

จากสภาพปัจจุบันเศรษฐกิจอยู่ในขั้นตกต่ำ สภาพการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป ค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่รายได้กลับลดลง น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเกิดความเครียดตามไปด้วย จะเห็นได้จากข่าวหนังสือพิมพ์รายวัน หรือโทรทัศน์มีข่าวการฆ่าตัวตายกันเป็นรายวัน สาเหตุหนึ่งเกิดจากความเครียด อันเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำ เช่น การสูญเสียกิจการ ผู้คนตกงานหางานใหม่ไม่ได้ ค่าใช้จ่ายที่เคยได้ประจำก็ขาดหายไป เช่น ค่านม ค่าเทอมลูก ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ ปากท้องตัวเอง บางครั้งนักเรียนนักศึกษาผิดหวังจากการสอบได้คะแนนไม่ดี หนุ่มสาวผิดหวังจากความรัก และจากสาเหตุอื่นๆ ล้วนแต่ทำให้เกิดความเครียดได้ทั้งสิ้น บางคนเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว สัญญาณว่ากำลังเป็นโรคความเครียด คือ มีเหงื่อออกมาก มือ และเท้าเย็นผิดปกติ ปัสสาวะบ่อย มีความกังวล ขาดสมาธิ เสียงเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เสียงสั่นเครือ หรือบางคนเริ่มพูดติดอ่าง มีการตอบสนองต่อสิ่งที่มากระทบด้วยอารมณ์ที่รุนแรง ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ นอนไม่หลับ ขณะหลับไปจะฝันร้าย อ่อนเพลีย และเหนื่อยง่าย เมื่อผิดหวังมีอาการซึมเศร้า ขณะบรรยายหรือถูกเชิญให้พูดในพิธีต่างๆ จะประหม่าอย่างรุนแรง เช่น มือสั่น ตัวสั่น หน้าผากย่น และเริ่มมีสิวขึ้นทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ในวัยที่จะมีสิวขึ้น ขาดความมั่นใจในการตัดสินใจ เบื่ออาหาร หรือรับประทานอาหารมากขึ้น บางรายรับประทานอาหารแล้วอาหารไม่ย่อย มีลมหรือแก๊สในกระเพาะ ลำไส้มาก บางรายท้องผูก หรือท้องเดิน บางรายจะหายใจเร็ว และถี่ขึ้น กระสับกระส่าย โรคบางโรคเกิดขึ้นมาใหม่ เช่น คนที่เคยเป็นไวรัส ” เริม” ซึ่งหายไปแล้วก็จะกลับมาเป็นอีก คลื่นไส้บ่อย แต่ไม่อาเจียน ขณะนอนหลับจะกัดฟังเสียงดัง กล้ามเนื้อต้นคอเกร็ง ปวดต้นคอ และปวดหลัง ร่างกายมีความรู้สึก ร้อน หรือหนาว แม้อุณหภูมิปกติ ความรู้สึกทางเพศลดน้อยลง ปวดศีรษะถึงแม้จะหายไปแล้วก็กลับมาเป็นอีก และจะเป็น ถี่ขึ้นกว่าเดิม ความจำเลอะเลือน สับสน ชีพจรเต้นเร็ว เจ็บหน้าอก ความดันโลหิต ที่ปกติเริ่มสูงขึ้น ปวดศีรษะ วิงเวียน หน้ามืด คอแห้ง ปากแห้ง และดื่มน้ำบ่อยขึ้น มองอะไรในแง่ลบตลอดเวลา ไม่ชอบอยู่นิ่งๆเมื่อคนไข้มาพบแพทย์ แพทย์จะตรวจพบว่าน้ำหนักตัวลด หรือ อาจเพิ่มขึ้น แล้วแต่อาการที่บอก แพทย์ที่มีประสบการณ์จะใช้คำถามยั่วยุให้คนไข้ตอบสนองเพื่อดูว่าควบคุมอารมณ์ได้หรือไม่ เวลา การตอบคำถามจะขาดความมั่นใจ หน้าตาไม่สดใส มีอาการซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัด คนที่สูบบุหรี่หรือดื่มสุราก็จะสูบ และดื่มมากขึ้น แพทย์จะตรวจหน้าท้องจะพบว่าท้องโตกว่าปกติ เคาะดูจะมีแก๊สในท้องมาก คลำกล้ามเนื้อ คอหลัง จะเกร็ง เอาหูฟังหน้าอกจะหายใจเร็วตื้นๆ สังเกตขอบตาจะเขียว และดำ มือจะมีเหงื่อออกและเย็นตลอดเวลา ทั้งหมดเป็นอาการที่คนไข้บอก และแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคเครียด

หลายคนมีความสงสัยว่าคนไข้จึงมีอาการเช่นที่กล่าวมาแล้ว ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเวลาคนไข้มีความเครียด ร่างกายจะมีการหลั่งสารสเตียรอยด์ (Steroid) เพิ่มขึ้น ซึ่งสารตัวนี้จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น แต่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่อโรคลดลง มีการหลั่งของกรดน้ำย่อยในกระเพาะสูงขึ้น จึงมีอาการท้องอืด และแน่นท้อง การที่มีสเตียรอยด์สูงนานๆ จะทำให้กระดูกบาง และผุกร่อนได้ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ใกล้หมดประจำเดือน เครียดมากจะมีการหลั่ง อดรีนาลิน (Adrenalin) เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้ชีพจรหัวใจเต้นเร็วหลอดเลือดแดงบีบตัวแคบลง มือเท้าจึงเย็นดังกล่าว เลือดจะไปเลี้ยงหัวใจไม่พอทำให้เจ็บหน้าอกได้ การเผาผลาญหรือการสันดาปของร่างกายจะเพิ่มขึ้น การใช้อินซูลินมากจนเกินไป นอกจากเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอแล้ว เลือดยังไปเลี้ยงสมองน้อยลงด้วย จึงทำให้มึนศีรษะ พร้อมกับเสียความทรงจำเมื่อเครียดไปได้ระยะหนึ่ง การหลั่งของฮอร์โมนทางเพศลดลง ความรู้สึกทางเพศจะต่ำลง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหากับครอบครัวทำให้เกิดการหย่าร้างตามมา ตรงกันข้ามกับคนที่ออกกำลังกาย และนั่งสมาธิได้ถึงระดับหนึ่ง ร่างกายจะสร้างสารปิติ (Endorphin) ซึ่งจะใช้ในการรักษาบำบัดโรคเครียดต่อไป

ความเครียดกับการฆ่าตัวตาย
ทุกวันนี้ ทั้งหนังสือพิมพ์ โปรแกรมทีวี วารสาร หรือแม้แต่ข่าวสารในองค์กร ต่างก็อ้างอิงถึงเรื่องความเครียดในรูปแบบต่างๆ ทั้งนั้น มีหนังสือเรื่องการบริหารความเครียด มีคลีนิคคลายเครียด หรือการจัดการสัมมากลุ่มเรื่องการลดความเครียด เรื่องความเครียดจึงกลายเป็นเรื่องน่าสนใจต่อเกือบทุกๆ คน ซึ่งจะไม่เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรในสภาพของโลกที่ มหาอำนาจข่มขู่กันด้วยขีปนาวุธ สภาวะเศรษฐกิจถดถอย มีสภาพเงินเฟ้อ เชื้อเพลิงขาดแคลน สภาวะยากจน โรคระบาด ผู้ก่อการร้าย อาชญากรรมบนถนน และเกิดความหายนะระดับยิ่งใหญ่

คำว่า “ความเครียด” ถูกนำมาใช้กันอย่างคลุมเครือและคลาดเคลื่อนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ จากความสับสนเช่นนี้ทำให้เราต้องใส่ใจต่อแหล่งที่เชื่อถือได้เพื่อหาความหมาย บางทีถ้าหันไปศึกษาคร่าวๆ ในด้านประวัติศาสตร์ของความหมายของความเครียดอาจช่วยได้บ้าง
ฮันส์ ซัลเย่ (Hans Selye) ผู้ได้รับรางวัลโนเบิลเป็นผู้ตีพิมพ์บทความที่เขาค้นพบเกี่ยวกับผลทางสรีระของความเครียดในวารสาร เนเชอร์ (Nature) (4 ก.ค. 1936) โดยยืมคำว่า เครียด (เค้น) จากศัพท์ทางวิศวกรรม และฟิสิกซ์ นักวิทยาศาสตร์ต่างๆ ใช้ศัพท์คำนี้มานานแล้ว เพื่อแสดงออกซึ่งความหมายที่ว่า ใช้พลังพอเพียงขนาดหนึ่งต่อวัตถุหรือต่อระบบเพื่อบิดเบือนหรือเปลี่ยนรูปร่างของมัน ถ้าเราจะยึดติดกับความหมายดั้งเดิมของคำๆ นี้แล้ว เราคงต้องคำนึงถึงความเครียดด้านจิตใจ ส่วนตัว และด้านอารมณ์ว่า มีกำเนิดมาจากพลังต่างๆ ที่กระทำกับผู้นั้น จากบางจุดในสิ่งแวดล้อมรอบตัว และส่งผลต่อผู้นั้นโดยแสดงออกมาทางอาการหงุดหงิด เครียด และอาจถึงกับเจ็บป่วยได้ แต่แนวทางของ ซัลเย่ ในการแสดงถึงความหมายของความเครียดนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เขามองว่าความเครียดอยู่ในตัวผู้นั้นเสมือนกับเงื่อนไขชุดหนึ่งทางชีวภาพ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเหตุการณ์หรือสถานการหนึ่งมากระทบผู้นั้น และเกิดความจำเป็นต้องปรับตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง

ความเครียดเป็นการสนองตอบอย่างไม่เจาะจงของร่างกายต่อความต้องการใดๆ ก็ตามที่มีต่อร่างกาย การเรียกมันว่า “ไม่เจาะจง” ก็เพียงเพื่อแสดงว่า แนวทางของการสนองตอบจะเหมือนๆ กันเสมอในทางชีวเคมี ไม่ว่าสิ่งที่ก่อให้เกิดความเครียดจะเป็นอะไรก็ตาม บักเตรี ไวรัส ความร้อน ความเย็น บาดแผลทางสรีระ อารมณ์สับสนในตัว หรือภัยที่เห็นว่าเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเอง ทั้งหมดนี้จะกระตุ้นหรือก่อให้เกิดการสนองตอบทางสรีระในแบบเดียวกัน “ถ้ามองจากด้านของการก่อให้เกิดความเครียด หรือกิจกรรมสร้างความเครียดแล้ว ไม่มีความหมายเลย ไม่ว่าสิ่งหรือสถานการณ์ที่ได้เผชิญหน้านั้นน่ายินดีหรือไม่ก็ตาม เข้าใจได้ยากว่าทำไมสิ่งที่ต่างกันมากๆ เช่น ความเย็น ความร้อน ฮอร์โมนต่างๆ ความโศกเศร้า และความยินดีจะสามารถก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีที่เหมือนกันในร่างกาย แต่มันก็เกิดขึ้นเช่นนี้จริงๆ

เมื่อยอมรับว่า ในชีวิตมนุษย์เรานั้น มิใช่ว่าประสบการณ์เครียดทุกประสบการณ์จะไม่เป็นที่พอใจหรือเป็นแต่ด้านลบ การเลือกคำศัพท์เพิ่มเติมเพื่อแยกแยะระหว่างความเครียดที่ส่งผลในด้านบวกต่อชีวิต และความเครียดที่ส่งผลในด้านลบ เขาใช้คำศัพท์เรียกผลอันแรกว่าความยินดี ผลอันหลังใช้คำศัพท์ว่าความทุกข์ใจ ความยินดีคือความเครียดซึ่งคนเราประสบเมื่อมีชัยชนะ ผลที่ตามมาคือสำนึกของความสำเร็จ ชัยชนะ และความร่าเริงใจ ผู้แพ้จะประสบกับความทุกข์ใจ ผลที่ตามมาคือความผิดหวัง ความท้อแท้ ไม่มั่นใจ หรือความไม่พอใจตนเอง

ความเครียดอยู่ในตัวคน มิใช่ในสิ่งแวดล้อม แต่ท่านเน้นถึงความสำคัญของบทบาทของสมอง (นั่นคือ ความคิด หรือความเข้าใจ) ในด้านการสนองตอบต่อความเครียดของคนๆ นั้น สถานการณ์หรือเหตุการณ์ในตัวมันเองนั้นเป็นกลางๆ และจะกลายเป็นความเครียดก็ต่อเมื่อคิดหรือประเมินมันในทางลบ ดังนั้น การสนองตอบต่อความเครียดจะเริ่มต้นก็เมื่อคนๆ นั้น รู้ตัวถึงสถานการณ์หรือการเรียกร้องจากภายนอกหรือภายใน ซึ่งทำให้เขาต้องใช้ความสามารถของตนจัดการกับมันให้สำเร็จ และไม่เจ็บปวด นักจิตวิทยาชื่อ โรเบิร์ต วูลโฟล์ค และแฟรง ริชาร์ดสัน (Robert Woolfolk & Frank Richardson) ซึ่งเขียนหนังสือที่มีประโยชน์มากชื่อ ความเครียด สุขภาพจิต และความอยู่รอด (Stress, Sanity and Survival) ได้ดำเนินตามความเข้าใจต่อธรรมชาติของความเครียดตามแนวทางของลาซารัส พวกเขาให้คำจำกัดความว่า “เป็นการมองเห็นภัย หรือคาดเดาได้ถึงความไม่สะดวกสบายในอนาคต ซึ่งกระตุ้น เตือนภัยให้ตื่นตัว”

จากแนวทางต่างๆ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมได้เสนอแนะไว้ และเราได้อ่านมาแล้ว และเพื่อความชัดเจน และเรียบง่ายในการศึกษาเรื่องความเครียด จึงดูเหมือนเหมาะสมดีในการที่จะยอมรับคำจำกัดความ 3 ข้อคือ

1. สิ่งที่ทำให้เครียดคือเหตุการณ์ สถานการณ์ หรือเงื่อนไขซึ่งถูกมองว่าทำให้เกิดปฏิกิริยาทางจิตใจ ชีวภาพ (หรือสรีระ-ชีวภาพ) อันไม่เป็นที่พอใจในตน และบางครั้งเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยทางกายหรือทางใจโดยทั่วไป แต่ก็มิใช่เช่นนี้เสมอไป

2. ปฏิกิริยาเครียดเป็นการสนองตอบอันเกิดจากความคิดที่มีต่อสิ่งที่ทำให้เครียด โดยทั่วไปแล้วเกิดภาวะสุขภาพจิตที่ไม่ดี (นั่นคือ เป็นภัยต่อความสุขกายสบายใจของผู้นั้น) โดยรวมถึงองค์ประกอบต่างๆ ทางด้านอารมณ์ (ความรู้สึก อารมณ์) และด้านร่างกายด้วยโดยเฉพาะเกี่ยวกับฮอร์โมน
3. ความเครียด ก็เป็นเพียงกระบวนการภายในซึ่งรวมไปถึงสิ่งที่ทำให้เครียด (เหตุการณ์) ตามที่คิดไปอง ปฏิกิริยาเครียด (การสนองตอบต่อเหตุการณ์นั้นๆ) และขั้นตอนใดๆ ก็ตามที่แทรกเข้ามา

ลองพิจารณาตัวอย่างธรรมดาๆ ดูชายคนหนึ่งกำลังกวัดแกว่งปืนลูกโม่อยู่ ทันใดก็ผลักประตูห้องทำงานเปิดออก แน่นอนว่าเพราะความโกรธจัด เดินตรงไปหาพระสังฆราชผู้กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของท่านอย่างมุ่งร้าย สิ่งที่ทำให้เครียดหรือ ผู้ชายโกรธจัดกำลังกวัดแกว่งอาวุธน่ากลัวอยู่ใกล้ตัว ปฏิกิริยาเครียดหรือ คงเป็นความกลัวที่พระสังฆราชประสบอยู่ ซึ่งรวมทั้งประสบการณ์ทางจิตใจด้านไม่สบายอารมณ์ และการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่ตามมา (นั่นคือการหลั่งของอะดรีนาลีน หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น การผลิตเม็ดเลือดเพิ่มเร็วขึ้น) และอาการเครียดหรือ คือ กระบวนการทั้งหมดนี้ ตั้งแต่มองเห็นภัยไปจนถึงรู้สึกประหวั่น และร่างกายเตรียมตัวที่จะ “ต่อสู้หรือหนี”
ความเครียดสัมพันธ์กับสภาวะผู้บริหารอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งไปกว่านี้แล้ว เนื่องจากผู้บริหารโดยธรรมชาติของงานแล้ว จะพยายามกระตุ้นคนอื่นๆ ให้พยายามอย่างสุดกำลังเพื่อบรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายของกลุ่ม ดังนั้นจะเกิดความเครียดแน่นอนทั้งในตัวผู้บริหาร และในตัวลูกน้อง ถ้าเกิดขัดแย้งกันทางด้านความต้องการ ความคาดหวัง หรือเป้าหมาย ความหมายของผู้บริหารก็คือ การนำ ชี้แนะ แนะนำ และนำหน้า นั่นคือ ผู้ประสานงานสู่ความก้าวหน้า และดลใจกลุ่มให้บรรลุถึงเป้าหมายขององค์กร ซึ่งก็หมายความว่า ย้ำให้เคลื่อนที่ไป อันไม่ต่างไปจากการเปลี่ยนแปลง และไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดก็ตาม (แม้แต่การพัฒนาหรือการปรับปรุงให้ดีขึ้น) ไม่ช้าความเครียดก็จะเป็นดั่งเงาตามตัวไปด้วย

ถึงแม้บทความนี้จะเขียนในแนวทางพหูสูต ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะอ้างถึงรูปแบบต่างๆ ของความเครียดที่อาจเกิดขึ้นจากผลของการมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างธรรมดาๆ ระหว่างผู้บริหาร และบรรดาผู้ที่พวกเขากำลังใช้อิทธิพลเพื่อกระตุ้นชีวิต และพฤติกรรมทั้งหลาย ขอให้พิจารณาดูสักครู่หนึ่งถึงอาการโดยทั่วๆ ไปของการเกิดปฏิกิริยาเครียด คนๆ หนึ่งในสถานการณ์หนึ่ง มองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นว่าเป็นภัยต่อความสุขกายสบายใจของ ตามมาด้วยการหลั่งของฮอร์โมน และสเตอร์รอยด์สู่เส้นเลือด สู่อวัยวะต่างๆ และสู่เนื้อเยื่อโดยอัตโนมัติ (นั่นคือ อะดรีนาลีน และคอร์ติซอล) กล่าวง่ายๆ คือ สิ่งที่ต้องการเพื่อจุดประกายสนองตอบในส่วนลึกในตัวก็คือ การคิดไปถึงการสูญเสียส่วนตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้บริหารที่มีอำนาจเต็มเรียกร้องให้ลูกน้องดำเนินชีวิตแบบที่ต้องเสียสละ หรือละทิ้งวิธีการทำบางสิ่งที่คุ้นเคยมานานไปเสีย พวกเขาจะเห็นได้ถึงความสูญเสียที่กำลังคืบคลานเข้ามาฮอร์โมน และอารมณ์จะเข้าครอบงำ ถ้าเกิดการต่อต้านผู้บริหารขึ้น ทำให้ไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ สำนึกของการสูญเสียอำนาจอาจกลายเป็นภัยคุกคามสำนึกของคุณค่าในตนเอง ซึ่งจะทำให้มีความเครียด อารมณ์ (โกรธ แค้นเคืองใจ เศร้าใจ) และฮอร์โมนจะเพิ่มสูงขึ้น

บางครั้งอาจเกิดความโกรธ กังวลใจ หรืออารมณ์ด้านลบอื่นๆ นิดๆ หน่อยๆ ขึ้นได้ในชีวิตเรา แล้วทำไมคนเราจึงมาเป็นห่วงเป็นใยถึงความเครียดขึ้นมาเล่า ทำไมมีบทความ หนังสือ การสัมมนาต่างๆ ซึ่งเน้นถึงการจัดการกับความเครียดเล่า ก็เพราะว่าเมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา นักวิจัยค้นคว้า และบรรดาแพทย์ต่างพากันตระหนัก และที่สุดเผยแพร่สู่สาธารณชน เกี่ยวกับความจริงที่ว่าสิ่งที่ทำให้เครียดต่างๆ ส่งผลต่อตัวเราในรูปแบบที่แม้จะไม่หนักหนานัก แต่ถ้าเกิดขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จะก่อให้เกิดการป่วยไข้ และนำสู่ความตายได้ ในสัดส่วนที่น่าใจหายทีเดียว

คนเริ่มเข้าใจกันมากขึ้นว่า อาการป่วยต่างๆ เช่น การอักเสบในระบบย่อยอาหาร การอักเสบในลำใส้ใหญ่ ความดันโลหิตสูง โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ โรคเส้นเลือดฝอยแตกในสมอง โรคข้ออักเสบ โรคเกี่ยวกับไทรอยด์ โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และโรคหืดหอบ รวมไปถึงการผิดปกติทางจิตใจแบบต่างๆ นั้น สามารถป้องกันได้ เพราะโรคเหล่านี้สัมพันธ์กับความเครียด ซึ่งหลีกเลี่ยงได้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ลดลงได้ แต่ในประเทศอเมริกาในแต่ละปีก็ยังมีคนตายหนึ่งล้านคน จากโรคหัวใจหรือเส้นโลหิตฝอยแตกในสมองเท่านั้น ความจริงข้อนี้แสดงว่า การตระหนักของสาธารณชนต่อโรคที่เกี่ยวข้องกับความเครียดนี้ ยังไม่บรรลุผลกว้างขวางเพียงพอถึงขั้นที่จะยอมรับอาการเตือนแต่แรกเริ่ม และหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการเจ็บไข้ได้ป่วย

อาการอันตรายบางอาการที่เราสังเกตเองได้ว่าชี้บ่งถึงความเครียดนั้น สำคัญที่จะจำไว้ว่า อาการเหล่านี้เป็นอาการเฉพาะแต่ละคน นั่นคือ ไม่ว่าจะเป็นเพราะความผิดปกติของอวัยวะหรือระบบใดของร่างกายคนใดคนหนึ่ง ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สุด กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เพราะพันธุกรรมหรือสภาวะโน้มเอียงของชีวิต เมื่อเกิดสถานการณ์เครียดขึ้นในขนาดพอๆ กัน คนๆหนึ่งจะมีอาการปวดหัว อีกคนหนึ่งมีอาการเจ็บหลัง คนที่สามมีอาการวิงเวียน เราแต่ละคนอาจได้รับประโยชน์จากการพิจารณารายการอาการต่างๆ เพื่อเรียนรู้ที่จะตระหนักว่า อาการอันตรายข้อใดแสดงออกมาในช่วงเวลาที่เราเครียด

การดื่มเหล้าจัดขึ้นก็เป็นอีกอาการหนึ่ง คนที่กำลังเครียดโดยธรรมชาติแล้วจะแสวงหาสิ่งช่วยปลดเปลื้องจากความไม่สบายทางกายที่เกิดขึ้นในร่างกาย ซึ่งเกร็งเพราะอารมณ์ที่เจ็บปวด แอลกอฮอลช่วยให้บรรลุถึงสภาพที่โหยหา แต่ก็ได้อย่างเสียอย่าง แทนที่จะกำจัดสาเหตของความเครียด กลับเพียงแค่ประทังไว้ บ่อยๆ แล้วความเครียดที่สุมกันเข้ามาจากที่ทำงานหรือที่บ้าน จะชวนให้ดื่มจัดขึ้นเรื่อยๆ และการเพิ่มปริมาณการดื่มนี้เอง คืออาการแรกที่แสดงว่าความเครียดกำลังเริ่ม “ครอบงำ” ผู้นั้น การดื่มกาแฟเพิ่มขึ้น หรือต้องพึ่งยานอนหลับ แอสไพริน หรือแม้แต่ยาถ่ายก็เป็นอาการบ่งถึงสิ่งเดียวกัน

การบริหารความเครียด
1. สร้างและรักษาสำนึกของการเห็นคุณค่าของตนเองอย่างพอเพียง คนที่รู้สึกว่าตนเองด้อยคุณค่าลงไปทุกที จะยิ่งเป็นกังวล และมุ่งร้าย เมื่อเห็นว่าตนเองได้รับการปฏิบัติในทางลบในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การรู้สึกว่าตนมีคุณค่าจะพัฒนาขึ้นเมื่อเรารู้สึกว่า มีคนรักเราและเราสามารถแสดงความรักตอบได้ โดยเฉพาะในด้านการบริการอย่างอุทิศตนต่อผู้อื่น หรือในกิจกรรมที่มีคุณค่า

2. สร้าง “เขตที่มั่นคง” (Stability Zone) (มิติของชีวิตซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงก็น้อยมาก หรือเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ กว่าด้านอื่นๆ ขึ้นในชีวิตเรา) สิ่งนี้จะช่วยลดปริมาณความเครียดที่ตนต้องจัดการในชีวิตซึ่งเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างโกลาหล ศาสนา สมาชิกครอบครัวหรือกลุ่มคนที่ใกล้ชิด ประเพณี วัฒนธรรม และกิจประจำวันต่างๆ จะช่วยให้มีสำนึกของความแน่นอน และความมั่นคงเพิ่มขึ้น

3. พัฒนาประสิทธิผล และประสิทธิภาพในด้านที่เราชำนาญ ผู้ที่ไม่มั่นใจในความชำนาญ และความสามารถด้านอื่นๆ ของตนเอง จะมีความโน้มเอียงสู่อารมณ์เครียดเมื่อมีโอกาสแสดงออกมา การศึกษาอย่างต่อเนื่อง และการควบคุมผลงาน หรือ “การตรวจตรา” (เช่น โดยที่ปรึกษา ผู้อำนวยการหรือเพื่อน) จะช่วยให้เกิดการพัฒนาไปตลอดชีวิต

4. เสริมสร้างขีดความสามารถทางอาชีพด้านต่างๆ ผู้ที่มีขีดความสามารถต่ำจะยิ่งเป็นเหยื่อของการต้องทนทุกข์กับความเครียด ลองคิดถึงครูที่มีวุฒิหรือปริญญาต่ำ เมื่อเกิดต้องลดขนาดของภาควิชาขึ้น ผู้ที่มีขีดความสามารถในอาชีพสูงจะประสบกับความเครียดน้อยเมื่อมีวิกฤติเกิดขึ้น เพราะเขาจะมีตัวเลือกให้เลือกได้มากกว่า

5. เรียนรู้กลยุทธ์ต่างๆในเชิงปัญญา องค์ประกอบสำคัญที่สุดซึ่งกำหนดปฏิกิริยาต่อสิ่งที่ทำให้คุณเครียดคือ วิธีการที่คุณเข้าใจหรือคิดเกี่ยวกับมัน การบริหารความคิดของคุณจะเป็นวิธีการที่มีประสิทธิผลในการลดความเครียด ตัวอย่างเช่น ยอมรับว่าความเครียดที่คุณกำลังประสบอยู่นี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป หรือว่าความจริงก็คือความจริง และไม่มีประโยชน์ที่จะไปโต้เถียงถึงมัน เมื่อเกิดความเครียดจงคุยกับตัวเอง ตัดสินใจเสียก่อนว่าจะใช้คำพูดใดกับตนเองในช่วงเวลาที่เครียด (เช่น เมื่อผู้บริหารเริ่มหาความผิด เราจะบอกตนเองว่า “อย่าโต้แย้ง จงฟัง เราอาจเรียนรู้บางสิ่งที่เกิดประโยชน์ได้”) ซักซ้อมสิ่งที่ได้วางแผนเอาไว้ให้ดี เปลี่ยน “วลีที่พูดกับตนเอง” ซึ่งหยุดความเครียดได้ไม่สำเร็จเสีย

6. หาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ การต้องเผชิญกับสิ่งที่ทำให้เครียดเป็นเวลานานโดยไม่มีอะไรมาขัดจังหวะจะทำให้เกิดความทุกข์ใจ เนื้อเยื่อ และอวัยวะในร่างกายเราต้องการการพักผ่อนเป็นช่วงๆ จากการถูกจู่โจมเสมอๆ โดยฮอร์โมนที่เกี่ยวเนื่องกับความเครียด และชีวเคมีตัวอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เกิดโรคภัยขึ้นได้ การปลีกตัวไปพักผ่อนนั้นถือว่ายังน้อยเกินไป ถ้าเมื่อกลับมาทำงานแล้วยังไม่รู้สึกกระชุ่มกระชวย และผ่อนคลายดี

7. ดำเนินชีวิตเปี่ยมดัวยความรัก ผู้ที่แสดงออก และได้รับคุณลักษณะต่างๆ เช่น ความอบอุ่น ความใจดี ความเอื้ออาทร และความเป็นห่วงเป็นใย กำลังอยู่ในกระบวนการรักษาตนจากบาดแผลซึ่งความเป็นทุกข์ใจก่อขึ้น

8. แยกแยะค่านิยมส่วนตัวให้ชัดเจน และดำเนินชีวิตตามนั้น พฤติกรรมซึ่งกีดขวางอุดมการณ์ของคุณไม่ช่วยอะไรเลย นอกจากจะเพิ่มระดับความเครียดในตัวคุณขึ้นไปอีก คุณเองอาจไม่ตระหนักถึงผลกระทบข้อนี้ แต่ถ้าปล่อยไว้นานพอแล้ว ที่สุดก็จะเป็นอันตราย หนังสือเกี่ยวกับ “แยกแยะค่านิยมให้ชัดเจน” (Values Clarification) บ่อยๆ แล้วช่วยได้มากสำหรับการกำจัดความเครียดส่วนตัวที่เกิดจากสาเหตุนี้

9. ตรวจตราจังหวะชีวิตของตนเอง ความเครียดเกิดจากการพยายามกระทำกิจกรรมมากเกินไป พยายามทำให้คนอื่นพอใจ แต่ไม่ยอมทำให้ตนเองพอใจเลย และไม่ยอมดำเนินชีวิตอย่างสมดุล จำเป็นจะต้องจัดเวลาเพื่อการออกกำลังกาย และการเล่น รวมทั้งกิจกรรมที่ทำให้พึงพอใจด้วย จัดเวลาเพื่อการภาวนา และกิจศรัทธาอื่นๆ ซึ่งทำให้จิตใจสงบ จัดเวลาเพื่อการแสวงหาทางปัญญาที่ทำให้เป็นสุขใจ และจัดเวลาเพื่อได้ประสบกับวัฒนธรรมที่ทำให้จิตใจเบิกบานจากความงดงาม ความต้องการสิ่งแปลกใหม่และความสำเร็จที่สร้างสรรค์ถูกมองข้ามไปแสนง่ายดายในชีวิตนักบวชที่มากด้วยงาน และมองแต่ความสำคัญของผู้อื่น ขั้นแรก เราควรเรียนรู้ที่จะพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่ครบครัน และความรักต่อชีวิตในตนเสียก่อน เพื่อที่ว่า ความเชื่อ ความมั่นใจ และการเรียนรู้ที่ได้รับจะได้เป็นประโยชน์สำหรับคนอื่นๆ เมื่อเรามีโอกาสเสนอตัวเป็นผู้บริหาร และผู้ช่วยเหลือพวกเขา

วิธีการจัดการกับความเครียด
1. อย่าเสียเวลาพยายามเป็นเพื่อนกับผู้ที่ไม่ต้องการได้รับความรัก และมิตรภาพของคุณ

2. อย่าเป็นผู้ที่นิยมทำอะไรๆให้ดีบริบูรณ์ที่สุด พยายามทำบางอย่างที่คุณสามารถเท่านั้น

3. อย่าประเมินความสนุกสนานที่แท้จริงซึ่งมาจากสิ่งเรียบง่ายในชีวิตต่ำเกินไป

4. ประเมินทุกสถานการณ์อย่างระมัดระวัง เพื่อดูว่าจะปล่อยมันไว้อย่างนั้นหรือจะต้องลงมือลงแรงกับมันจึงจะเหมาะกับคุณ จริงจังแต่กับสิ่งที่คุ้มค่าเท่านั้น

5. ตั้งสติอยู่กับชีวิตด้านที่น่ายินดี และกับกิจกรรมต่างๆ ซึ่งสามารถทำให้คุณดีขึ้น เช่นที่สุภาษิตโบราณกล่าวไว้ “จงเลียนแบบแนวทางของนาฬิกาแดด บอกแต่เฉพาะชั่วโมงที่สว่างสุกใสเท่านั้น”
6. เมื่อต้องประสบเข้ากับสิ่งกีดขวางหรือความพ่ายแพ้แล้ว จงเร่งสร้างความมั่นใจเสียใหม่ด้วยการนึกไปถึงความสำเร็จต่างๆ ในอดีตของคุณเอง

7. อย่างผัดวันประกันพรุ่งในการจัดการกับงานที่ไม่น่ายินดีแต่จำเป็นที่จะต้องทำ ทำให้เสร็จสิ้นไปเสียโดยเร็ว

8. จงตระหนักเสียว่าคนเราไม่เท่าเทียมกันในหลายๆ ด้านตั้งแต่เกิด มนุษย์ทุกคนควรได้เข้าถึงโอกาสต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน และความก้าวหน้าของแต่ละคนควรประเมินจากพื้นฐานของผลงานของเขาผู้นั้น ผู้บริหารจะเป็นผู้บริหารอยู่ได้ตราบเท่าที่เขายังได้รับความเคารพ และความภักดีจากลูกน้องเท่านั้น

วิธีแก้ความเครียดเพื่อไม่ฆ่าตัวตาย
หากเรารู้สึกเครียดถึงขั้นหาทางออกไม่ได้ วิธีช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้ง่ายๆแถมเติมโบนัสทางความคิด และมุมมองดีๆแบบนี้ ได้แก่

1. สูดดมกลิ่นหอม กลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์จะช่วยปลุกประสาทสัมผัสให้สดชื่นตื่นตัว แถมยังกระตุ้นพลังงานในจิตใจได้เป็นอย่างดี เวลาเครียดๆลองสูดกลิ่นหอมของดอกไม้อย่าง กุหลาบ มะลิ ลาเวนเดอร์หรือจะหยดน้ำมันหอมระเหยตรงโต๊ะทำงาน จะรู้สึกดีขึ้นได้

2. หนังสือบำบัด หาหนังสือที่อ่านแล้วสบายใจเล่มบางๆมาไว้ใกล้มือเครียดเมื่อไร หยิบมาพลิกอ่านสักหน้าสองหน้าแก้เครียด

3. จินตนาการแสนสุข อีกทางเลือกในการบรรเทาความเครียด คือ ดึงตัวเองออกจากโลกปัจจุบัน โดยหลับตาแล้วหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ แล้วหยุดไว้สองงวินาทีก่อนหายใจออก การหยุดช่วงสั้นๆจะมีผลทำให้ระบบประสาทสงบลง ทำแบบนี้ในที่เงียบๆสัก 5 นาที รับรองว่าจะรู้สึกดีแบบทันตาเห็น จากนั้นก็นึกถึงช่วงเวลาดีๆ ในการทำงาน เช่น วันที่ได้รับคำชมจากเจ้านาย หรืองานชิ้นโบแดงที่คุณทำแล้วรู้สึกภาคภูมิใจ เป็นต้น

4. ตากอากาศระยะสั้น เมื่อความเครียดรุมเร้าก็ไม่ควรอุดอู้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม ทางที่ดีคุณควรหาเวลาหลบไปสุดอากาศบริสุทธิ์ใกล้ๆ ธรรมชาติสักพักอาจเป็นสวนหย่อมในที่ทำงานหรือคาเฟทีเรียใกล้ๆ จากนั้นเดินผ่อนคลาย และหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ปล่อยสมองให้ว่างที่สุด เพราะบางทีความรู้สึกเหนื่อยล้าและหดหู่มันมาจากชีวิตที่ยุ่งเหยิงจนเกินไป Wow! เพียงแค่ 10 นาที วิธีนี้จะชาร์จพลังให้หัวใจของคุณดีขึ้นได้

5. รู้จัก “เลี่ยง” เมื่อถึงเวลา ในการดำรงชีวิตมักมีหลายเรื่องที่เข้ามากระทบความรู้สึกจนเกิดอารมณ์ แต่แทนที่จะตอบโต้กลับทันทีอย่างขาดสติ จนอาจทำให้ปัญหาลุกลามใหญ่โต การเดินหนีไปก่อน รอให้อารมณ์เย็นลง หรืออยู่กับโต๊ะทำงานตัวเองเงียบๆ จัดข้าวของหรือหาอะไรทำที่ไม่ต้องใช้สมาธิสูงมากลดความเครียดลงได้จนกว่าคุณพร้อมที่จะกลับมาลุยอีกครั้ง

6. โทรหาเพื่อนรู้ใจ อย่าคิดว่าตัวเองจะแก้ทุกปัญหาได้ไปซะหมด หัวใจมั่นแม้จะแกร่งแค่ไหน ก็ยังต้องการที่พึ่งพิงบ้าง ยกหูโทรศัพท์หาเพื่อนรู้ใจสักคนแล้วระบายความรู้สึกให้เพื่อนได้รับรู้การมีคนรับฟัง และให้คำปรึกษาจะทำให้ชีวิตที่ยุ่งเหยิงเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น อย่างน้อยก็ยังรู้สึกว่า คุณไม่ได้แบกปัญหาอยู่คนเดียวในโลก

7. อย่าคาดหมายล่วงหน้า การมัวแต่คิดถึงการนัดหมายสำคัญๆ ในวันรุ่งขึ้นจะทำให้เข้านอนดึกด้วยความกังวล และเครียดเพิ่มขึ้นไปอีก ทางที่ดีทำใจให้สบาย ผ่อนคลายให้มากที่สุด บอกตัวเองว่าพักให้เต็มที่ แล้วพรุ่งนี้จะดีเองจากนั้นตั้งนาฬิกาปลุกแต่เช้า เพื่อจะได้เตรียมตัวจนมั่นใจโดยไม่อ่อนเพลีย
8. ทดลองหลับ บางตำรากล่าวไว้ว่า วิธีที่ดีที่สุดในการรักษาความเครียดคือ การฝึกจิตง่ายๆ ครั้งละ 10-15 นาที เช้า และเย็น ด้วยการนั่งสบายๆที่โต๊ะทำงานของคุณ หนุนศีรษะบนแขนที่วางไขว้กัน หรือหาที่เหมาะๆนอนเหยียดยาว หลับตา และปล่อยตัวตามสบายเพื่อผ่อนคลายง่ายๆ Did you know ? ในทางทฤษฏีว่าไว้ เมื่อคุณหลับตา สามารถตัดข้อมูลต่างๆ ไม่ให้เข้าสู่สมองได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์

9. พลังแห่งการสัมผัส ถ้ามีเพื่อนสนิทในที่ทำงานอาจสลับสับเปลี่ยนกันนวดบรรเทาอาการเครียด เพราะการโอบกอดหรือสัมผัสเบาๆเวลารู้สึกเหนื่อยล้าจะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่ชื่อออกซิโทชิน ช่วยลดระดับความเหนื่อย และความเครียด ทำให้ร่างกายที่กำลังอ่อนล้ารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ Thust do ! นวดศีรษะโดยกางนิ้วนวดเบาๆไล้จากคางขึ้นไปถึงหน้าผาก แล้วย้อนกลับมาที่ท้ายทอยหรือจะนวดบริเวณหางตาด้วยก็ได้
10. การสร้างอารมณ์ขัน หลังจากทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ลองชวนเพื่อนที่มีอารมณ์ขันคุยเบาๆ จะช่วยกระตุ้นจิตใจที่แสนห่อเหี่ยวให้หัวเราะได้อีกครั้ง คนที่หัวเราะง่ายมักมีสุขภาพกาย และจิตที่ดี เนื่องจากการหัวเราะจะช่วยลดความดันโลหิต และระดับฮอร์โมน คอร์ติซอล ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลของระบบประสาททางหนึ่งด้วย Did you Know ? สำหรับบางคน การหัวเราะเพียงครั้งเดียวมีค่าเท่ากับการผ่อนคลายสี่สิบห้านาทีทีเดียว

11. หามุมสงบ การฟังเพลงเบาๆ โดยเฉพาะเพลงแนว Meditation ทั้งเสียงบรรเลงดนตรี และเสียงธรรมชาติ อย่างเสียงคลื่น น้ำตก นกร้อง รับรองว่าจะช่วยสร้างสมาธิให้กลับคืนสู่สมอง และจิตใจได้อย่างน่ามหัศจรรย์

12. สร้างกำลังใจให้ตัวเอง ความผิดพลาดบางอย่างที่แก้ไขไม่ได้แล้วก็จำเป็นต้องยอมรับแล้วใช้เป็นบทเรียน แต่จงอย่าให้ความผิดพลาดนั้นกลายเป็นสิ่งที่มากดดันให้คุณเครียดจนเกินไป Thust do ! อย่ามัวคิดถึงสิ่งผิดพลาดไปแล้วควรเปิดใจให้กว้าง และกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลาในการหาทางแก้ไขให้ดีขึ้น

13. คิดในทางบวก จำไว้ว่าการมองโลกในแง่ดีมีอารมณ์ขัน คิดถึงประสบการณ์ดีๆ ที่ผ่านมาในชีวิตให้บ่อยขึ้น นึกถึงความปรารถนาดีของคนอื่นที่มีต่อคุณ ก็จะช่วยให้เป็นคนที่เครียดน้อยลง และมีความสุขมากขึ้นได้

กลุ่มผู้บริโภคอนาคตที่สำคัญในกรุงเทพฯ
ผู้บริโภคในกลุ่มสุภาพบรุษ
สินค้าสำหรับผู้ชายที่ต้องการการดูแลตนเองจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจาก Trend การลอกเลียนแบบเกาหลี ญี่ปุ่นจะเกิดกลุ่ม Metro-Sexual man คือ ผู้ชายที่อาศัยอยู่ในเมืองซึ่งใช้เวลาและเงินจำนวนมากในการดูแลตัวเองให้ดูดี ดังนั้นในปีที่ผ่านมาและในปีต่อๆ ไป สินค้าที่เกี่ยวกับสุขอนามัยส่วนตัวผู้ชาย (For Men) เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น แชมพูสระผม, สบู่เหลว, สบู่ล้างหน้า, น้ำยาระงับกลิ่นกาย เป็นต้น

ในปัจจุบัน นอกจากผู้ชายต้องมีบุคลิกภาพที่ดูดีแล้ว ยังต้องมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีอีกด้วย โดยเฉพาะผู้ชายในวัยทำงานที่มีความจำเป็นจะต้องพบปะกับลูกค้าอยู่เสมอ ซึ่งการมีภาพลักษณ์ที่ดี ส่งผลอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือและความประทับใจแรกของลูกค้า เครื่องสำอางจึงถือเป็นสินค้าอีกประเภทหนึ่งที่ผู้ชายหันมานิยมใช้กันมากขึ้น แต่เนื่องจากผู้ชายมีสภาพร่างกายที่แตกต่างจากผู้หญิง และรูปแบบการดำเนินชีวิตที่สมบุกสมบันมากกว่าผู้หญิง ทำให้ผู้ชายไม่สามารถใช้เครื่องสำอางประเภทเดียวกันกับเครื่องสำอางของผู้หญิงได้ เมื่อผู้ประกอบการเห็นข้อแตกต่างดังกล่าวแล้ว จึงทำให้ผู้ประกอบการทั้งผู้ประกอบการภายในประเทศและต่างประเทศหลายราย ได้ผลิตเครื่องสำอางที่ให้ผู้ชายใช้โดยเฉพาะ ซึ่งเห็นได้จากสินค้าเครื่องสำอางสำหรับผู้ชายที่มีอยู่ในท้องตลาดเป็นจำนวนมาก

ในปี 2554 ตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับผู้ชายมีมูลค่าประมาณ 1,450 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5.1 ส่วนทั้งปี 2555 นี้ คาดว่า ตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับผู้ชายภายในประเทศ จะมีมูลค่าประมาณ 1,510 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ร้อยละ 4.2 แต่เป็นการขยายตัวที่ชะลอลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาเนื่องจากปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 ทำให้ผู้บริโภคเพศชายลดการบริโภคเครื่องสำอางที่มีราคาสูง เช่น น้ำหอม ครีมบำรุงต่างๆลง โดยบริโภคเฉพาะเครื่องสำอางที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันเท่านั้น ซึ่งได้แก่ เครื่องสำอางกลุ่มทำความสะอาดผิวหน้า และระงับกลิ่นกาย นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 ก็เกิดภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างมาก ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในอาชีพการงาน ผู้บริโภคเพศชายจึงชะลอการบริโภคผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับผู้ชาย หรือลดการบริโภคเครื่องสำอางลงไป

สำหรับปี 2556 นั้น คาดการณ์ว่า ตลาดเครื่องสำอางสำหรับผู้ชายน่าจะมีมูลค่าประมาณ 1,560 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวร้อยละ 3.5 จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงปลายปี 2555 ทำให้ผู้บริโภคเพศชายมีการตัดค่าใช้จ่ายสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือยลง รวมไปถึงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เนื่องจากผู้บริโภคเพศชายส่วนใหญ่ ไม่เห็นว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่นอกเหนือจากกลุ่มทำความสะอาดผิวหน้า และระงับกลิ่นกาย เป็นสินค้าอุปโภคที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันเหมือนกับผู้บริโภคเพศหญิง แต่ก็ยังมีปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดเครื่องสำอางผู้ชายยังสามารถขยายตัวอยู่บ้าง ได้แก่

1. สภาพสังคมและค่านิยมที่ทำให้ผู้ชายต้องหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ทั้งในเรื่องการแต่งตัว รูปร่าง หน้าตา และผิวพรรณให้ดูดีตลอดเวลา เพื่อสร้างความมั่นใจในการติดต่อ และปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง รวมทั้งกลุ่มเพศชายเป็นกลุ่มที่เข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการติดต่อสื่อสารตลอดเวลา จึงทำให้ได้รับข้อมูล และข่าวสารต่างๆเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางได้อย่างรวดเร็ว และกว้างขวาง

2. กลุ่มผู้ชายที่รักษารูปลักษณ์ของตนเอง และไม่ได้แต่งงานมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับผู้ชาย เพราะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง มีรสนิยมดี และกล้าที่จะใช้สินค้าราคาแพง เนื่องจากไม่มีภาระรับผิดชอบเรื่องครอบครัว จึงสามารถจับจ่ายใช้สอยเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่กลุ่มผู้ชายที่มีครอบครัวนั้น จำเป็นต้องแบ่งเวลา และค่าใช้จ่ายเพื่อใช้ในการดูแลครอบครัวมากกว่า
แนวทางการกระตุ้นการบริโภคเครื่องสำอางสำหรับผู้ชาย

1. การปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคเครื่องสำอางของเพศชาย ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในท้องตลาดส่วนใหญ่ มีการพัฒนาขึ้นมาเพื่อฟื้นฟู และบำรุงผิวของผู้หญิงโดยเฉพาะ นอกจากจะมีคุณสมบัติที่ไม่ตรงกับสภาพผิวของผู้ชายที่หยาบ และหนากว่าแล้ว การเลือกซื้อ และใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับผู้หญิง อาจทำให้ผู้ชายหลายคนสูญเสียความมั่นใจ จนเป็นสาเหตุให้เลิกใช้เครื่องสำอางไปในที่สุด ดังนั้น ผู้ประกอบการควรศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคเพศชาย และผลิตเครื่องสำอางที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเพศชายให้ตรงกับความต้องการ นอกจากนี้ควรจะแยกเครื่องสำอางสำหรับเพศชายให้เป็นสัดส่วนออกมาอย่างชัดเจน โดยอาจจะมีการจัดเคาน์เตอร์เครื่องสำอางสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ในการดึงดูดผู้บริโภคเพศชายให้เข้ามาทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ และมาเป็นลูกค้าของแบรนด์ได้

2. การเจาะตลาดกลุ่มผู้ชายที่รักษารูปลักษณ์ของตนเอง และยังไม่ได้แต่งงาน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีอำนาจการจับจ่ายสูง โดยเฉพาะสินค้าหมวดเครื่องสำอาง แฟชั่น บันเทิง ดังนั้น การทำตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้จึงน่าสนใจมาก เพราะจะเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ ที่ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดครองตลาดอยู่ นอกจากนี้ การแจกตัวอย่างทดลองใช้ให้แก่ผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าว ถือเป็นการเจาะตลาดโดยตรง และมีแนวโน้มว่าจะมีการบริโภคเครื่องสำอางมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

3. การออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ให้ตรงกับภาพลักษณ์ของเครื่องสำอาง และต้องมีส่วนสร้างแรงจูงใจในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง บรรจุภัณฑ์มีส่วนสำคัญอย่างมากในการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอาง ผู้ประกอบการจึงควรเน้นรูปแบบบรรจุภัณฑ์ของเครื่องสำอางให้มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ง่ายต่อการใช้งาน เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเพศชายรู้สึกยุ่งยากในการใช้ นอกจากนี้ ควรออกแบบให้เข้ากับบุคลิกของกลุ่มผู้บริโภคอย่างชัดเจน เช่น ผู้บริโภคเพศชายที่ชอบความหรูหรา ให้เน้นการใช้สีขาวเป็นหลัก ควบคู่กับสีโทนหนัก กลุ่มบุคลิกภาพทันสมัย ให้เน้นการใช้สีโทนมืด เทาถึงสีดำ เป็นต้น

4. การเพิ่มช่องทางการจำหน่าย และการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ผู้บริโภคชายไทยยังนิยมซื้อเครื่องสำอางผ่านช่องทางซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นหลัก เนื่องจากสินค้ามีหลากหลาย หาซื้อได้ง่าย และสะดวกในการเลือกซื้อ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรเน้นการขยายช่องทางการจำหน่ายผ่านทางซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นหลัก เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคเพศชายทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง ส่วนการขยายช่องการจำหน่ายทางเคาน์เตอร์เซลส์นั้น ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ การโฆษณาก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งสำหรับกิจกรรมทางการตลาดในการแจ้งข่าวสารเกี่ยวกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยผ่านสื่อประเภทต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสารที่เน้นเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้ชาย วิทยุ รวมถึงทางอินเตอร์เน็ต และที่สำคัญที่สุด คือ สื่อโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคเพศชายได้ทุกวัย เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้น และส่งเสริมให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจ และอยากทดลองใช้

ตลาดเครื่องสำอางสำหรับผู้ชายเป็นอีกตลาดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง โดยในปี 2556 คาดว่า ตลาดภายในประเทศของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับผู้ชายจะมีมูลค่าประมาณ 1,510 ล้านบาท โดยมีอัตราการขยายตัวที่ชะลอตัวลงร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ขยายตัวร้อยละ 5.1 เนื่องจากผู้บริโภคเพศชายส่วนใหญ่มีการชะลอการบริโภคเครื่องสำอางลงมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยมีการบริโภคเครื่องสำอางที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันเท่านั้น ส่วนในปี 2556 คาดว่าตลาดเครื่องสำอางสำหรับผู้ชายจะชะลอตัวลงเช่นเดียวกันกับปี 2555 โดยน่าจะมีมูลค่าตลาดภายในประเทศประมาณ 1,560 ล้านบาท ซึ่งขยายตัวเพียงร้อยละ 3.5 เท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัวลงมาตั้งแต่ในช่วงปลายปี 2555 อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับผู้ชายภายในประเทศสามารถขยายตัวได้อยู่บ้าง คือ กระแสสังคมที่ทำให้ผู้ชายดูแลเอาใจใส่รูปลักษณ์ภายนอกเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการเสริมบุคลิกภาพให้โดดเด่น และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่บุคคลรอบข้าง และกลุ่มผู้ชายที่ดูแลเอาใจใส่รูปลักษณ์ภายนอกของตนเองอยู่แล้ว และไม่ได้แต่งงานมีจำนวนสูงขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีความสำคัญต่อการบริโภคเครื่องสำอางเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีกำลังซื้อสูง และไม่มีภาระในการรับผิดชอบครอบครัว

หากแนวโน้มของตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับผู้ชายภายในประเทศชะลอตัวลงตามที่ได้คาดการณ์ไว้ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการควรหาแนวทางในการกระตุ้นผู้บริโภคให้หันมาบริโภคเครื่องสำอางมากขึ้น โดยอาจจะต้องเรียนรู้พฤติกรรมการบริโภคเครื่องสำอางสำหรับผู้ชายของผู้บริโภค และนำมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมดังกล่าว รวมทั้งควรเจาะตลาดที่มีศักยภาพสูง คือ ตลาดผู้บริโภคเพศชายที่ยังไม่ได้แต่งงาน และให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกของตนเอง มีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค รวมไปถึงการกระจายช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้ทั่วถึง และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆอย่างต่อเนื่องต่อไป

เครื่องสำอางชาย น้ำหอมฟีโรฮอร์น (Ferohorn)

FEROHORN คือ ผลิตภัณฑ์ยากึ่งน้ำหอม มีสรรพคุณคล้ายสารฟีโรโมนของเพศชายรวมกับยากระตุ้นเซ็กส์บางชนิด มีผลในการกระตุ้นเซลล์ประสาทของผู้หญิงทำให้เกิดการตื่นตัวของอารมณ์ทางเพศอย่างรุนแรง ฟีโรฮอร์นมีประสิทธิภาพมากว่าน้ำหอมฟีโรโมนปกติถึง 10 เท่า และมีสรรพคุณเด่นในเรื่องทำให้เกิดการตื่นตัวและมีความต้องการทางเพศแบบยับยั้งชั่งใจไม่ได้ในผู้หญิง เมื่อเพศหญิงได้รับการสัมผัสกลิ่นจาก FEROHORN ร่างกายของเธอจะถูกกระตุ้นให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง เซลล์ประสาทจะถูกกระตุ้นโดยสารสื่อประสาทที่หลั่งออกมาปริมาณมากจะกระตุ้น ยีน V1RL1 ในร่างกายของเพศหญิง ทำให้เพศหญิงปลดปล่อยสัญชาตญาณ เธอจะรู้สึกผ่อนคลาย, การหายใจช้าลง และจังหวะการเต้นของหัวใจช้าลง ความดันเลือดต่ำลง (เป็นอาการของการผ่อนคลายของร่างกาย) เมื่อร่างกายได้ถูกสั่งการแบบนั้น จะทำให้ความเครียดในส่วนต่างๆของร่างกายลดลง และทำให้เพศหญิงรู้สึกผ่อนคลาย สบายตัว ผิวหนังจะไวต่อความรู้สึกมากกว่าปกติและ จะเริ่มตอบสนองต่อการสร้างฮอร์โมนเพศหญิง บริเวณปลายหน้าอกจะตั้งชัน อวัยวะเพศจะขยายตัวและตอดรัด มีน้ำหล่อลื่นหลั่งออกมามากบริเวณเคมทั้งสอง เลือดจะไหลไปหล่อเลี้ยงบริเวณ คลิตอริสทำให้แข็งตัว และเกิดความรู้สึกตื่นตัวทางเพศแบบยับยั้งชั่งใจไม่ได้ ร่างกายจะหลั่งสารเอนโดฟินหรือสารแห่งความสุขออกมาปริมาณมากเพื่อกระตุ้นให้เกิดความต้องการประกอบกิจกรรมทางเพศอย่างมีความสุข

FEROHORN เกิดจากการคิดค้นโดยห้องแล็บวิจัยและพัฒนายาของบริษัท Wunsch ประเทศเยอรมันนี เป็นสารสกัดทางเคมี 6 ชนิดซึ่งได้จากการเรียงลำดับใหม่ของโมเลกุลสารสื่อประสาทจากเซลสมองของมนุษย์ หลักการทำงานของเฟโรฮอร์น คือ การไปกระตุ้นให้เกิดการเร่งปฏิกริยาเพื่อผลิตฮอร์โมนกลิ่นของผู้ที่ใช้เพื่อกระตุ้นให้เกิดสัญชาติญานสืบพันธุ์ในเพศหญิง โดยสารเฟโรฮอร์นจะไปกระตุ้น ยีน V1RL1 ในร่างกายของเพศหญิงรวมทั้งต่อม Hypothalamus ต่างๆเพื่อสังเคราะห์และหลั่งฮอร์โมนประสาท Neurohormones)ของอวัยวะเป้าหมายในเพศหญิงซึ่งจะมีตัวรับ (Receptor) เฉพาะเจาะจงสำหรับฮอร์โมนต่างๆ รวมทั้งฮอร์โมนเพศทั้ง 4 ชนิด คือ เอสโตรเจน (Estrogen), โปรเจสเตอโรน(Progesterone) , ฟอลลิคูลา สติมูเลตติ้ง ฮอร์โมน (ฮอร์โมน FSH) และลูตีไนซิ่ง ฮอร์โมน (Luteinizing Hormone หรือ LH) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อการสืบพันธุ์ทางเพศของหญิงจะเริ่มทำงานโดยการส่งสัญญาณขึ้นไปถึงส่วนควบคุมสองระดับ คือ สมองส่วนหน้า และต่อมใต้สมอง ซึ่งจะผลิตสารสื่อประสาท(Neurotransmitter)ส่งออกไปตามไซแนปซ์ (Synapse) หรือช่องว่างระหว่างเซลล์ประสาทกับเซลล์กล้ามเนื้อหรือเซลล์ประสาทกับเซลล์ประสาท เสมือนการเตือนเซลล์ประสาทส่วนหน้าและส่วนกลางให้รับรู้ว่าควรเริ่มทำงานได้แล้ว เพราะฮอร์โมนเพศในร่างกายได้ผลิตออกมามากเกินจึงควรเริ่มกระบวนการสืบพันธุ์เพื่อการสืบพันธุ์โดยเร็วเพื่อลดปริมาณฮอร์โมนเพศลง

ผลสำรวจและวิจัยของ FDA จากการทดลองใช้จริงในกลุ่มผู้ทดลองเพศชายจำนวนกว่า 1,000คน และคู่รักกว่า 500 คู่ จาก 12 ประเทศ ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 20-50 ปี สรุปผลได้ว่า FEROHORN สามารถทำให้พวกเขาเหล่านั้น มีโอกาสได้มีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวแปลกหน้าที่เพิ่งทำความรู้จักกันในครั้งแรกได้ทั้งหมด นั่นหมายความว่า FEROHORN มีประสิทธิภาพใช้ได้ผลจริงมากกว่า 95% และในการทดลองใช้ในคู่รัก สรุปผลได้ว่า ฝ่ายหญิงพึงพอใจในการมีเพศสัมพันธ์กับคู่รักของตนเป็นอย่างมาก

สถาบัน European Food Safety Authority ได้มีรายงานไว้ว่าFEROHORN ไม่มีอันตรายและผลข้างเคียงเหมือนยากระตุ้นเซ็กส์ที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป ซึ่งบางตัวมีผลทำให้หัวใจวายเฉียบพลันได้เพราะร่างการถูกกระตุ้นการสูบฉีบโลหิตอย่างแรงเกินขนาด ฟีโรฮอร์นเพิ่งได้รับการจดสิทธิบัตรโดยบริษัท Wunsch ประเทศเยอรมันนี เพื่อผลิตและจำหน่ายในรูปแบบสาร บริสุทธิ และได้ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาของยุโรป EFSA และ FDA ของสหรัฐอเมริกาแล้ว ปัจจุบันมีบริษัทน้ำหอมแบรนด์ดังได้นำเฟโรฮอร์นไปเป็นส่วนผสมในน้ำหอมของตนเองแล้วหลายยี่ห้อ
ข้อดีของ FEROHORN เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์กระตุ้นเซ็กส์ในเพศหญิงชนิดอื่น มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นความต้องการทางเพศในผู้หญิงเทียบเท่าหรือมากกว่า ฟีโรโมน แมลงวันสเปน และทิงเจอขาว ไม่ต้องรับประทาน เพราะใช้กลิ่นเป็นตัวการกระตุ้นสารสื่อประสาทคล้ายน้ำหอมฟีโรโมน ไม่เป็นอันตรายต่อตับและร่างกายพกพาสะดวก ใช้ได้ทุกที่ ระยะเวลาในการกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศต่ำ เพียง 3-5 นาที แต่ออกฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวทางเพศของหญิงเป็นระยะเวลานาน 2-3 ชม. ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขเอนโดฟินจำนวนมากเท่านั้น
มีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์กระตุ้นเซ็กส์ตัวอื่น กำลังเริ่มเป็นที่นิยมในหมู่คู่รักและนักเที่ยว

ประสิทธิภาพของเฟโรฮอร์นจะลดลงหรือใช้ไม่ได้ผลในบางกรณี เช่น ใช้กับผู้หญิงที่อยู่ในช่วงระหว่างการมีประจำเดือน เฟโรฮอร์นจะไม่ทำปฎิริยากระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวทางเพศในผู้หญิงที่อยู่ระหว่างการมีประจำเดือน
การใช้เฟโรฮอร์ในสถานที่เปิดโล่งหรือมีลมพัดแรงอาจทำให้ประสิทธิภาพของเฟโรฮอร์นลดลงบ้าง ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน ฟีโรฮอร์นจะมีประสิทธิภาพลดลงตามอายุและความสามารถในการผลิตฮอร์โมนของร่างกาย

ผู้บริโภคในกลุ่มผู้สูงอายุ
การคาดประมาณประชากรในอนาคต สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ซึ่งทำหน้าที่คาดประมาณประชากรของประเทศไทย พิมพ์เผยแพร่ออกมาเป็นระยะ ๆ ปรับแก้การคาดประมาณนั้นเมื่อมี่ข้อมูลใหม่ รวมทั้งคำนวณหาดัชนีตัวชี้วัดที่แสดงสถานการณ์ด้านประชากรเป็นประจำปี

การประมาณการประชากรชุดใหม่นี้ คณะทำงานได้เริ่มต้นจาก “ประชากรฐาน” คือ ประชากรปี พ.ศ. 2548 ซึ่งปรับจำนวนรวมตามข้อมูลจากทะเบียนราษฎรล่าสุด และปรับโครงสร้างอายุตามผลการสำรวจการเปลี่ยนแปลงของประชากรรอบแรกในปี พ.ศ. 2548 จากนั้นได้ใช้ “วิธีคาดประมาณประชากรตาม Cohort (รุ่นอายุ) ที่เปลี่ยนไปตามองค์ประกอบของการเปลี่ยนแปลงประชากร” (Cohort – component method ) หลักการของวิธีนี้ คือ จำนวนประชากรแต่ละรุ่นอายุจะเปลี่ยนไปแต่ละปีตามองค์ประกอบของการเปลี่ยนแปลงประชากร 3 ด้าน อันได้แก่ การเกิด การตาย และการย้ายถิ่น เมื่อเวลาผ่านไปในแต่ละปี ประชากรแต่ละรุ่นอายุจะลดลงไปเพราะมีการตาย และเพิ่มขึ้นเพราะมีการเกิด นอกจากนั้นหากมีการย้ายเข้า ประชากรจะเพิ่มขึ้น และหากมีการย้ายออก ประชากรก็จะลดลง ดังนั้นประชากรจึงอาศัยการตั้งข้อสมมุติว่าต่อไปในอนาคตนั้น การเกิด การตาย และการย้ายถิ่นแต่ละปีควรเป็นเท่าไร

การตั้งข้อสมมุติว่าในอนาคต การเกิดหรือภาวะเจริญพันธุ์ของสตรีไทยจะยังคงลดลงไปอีก โดยที่จำนวนบุตรโดยเฉลี่ยที่สตรีคนหนึ่งจะมีตลอดวัยเจริญพันธุ์ของตนจะลดจาก 1.65 คนในปี พ.ศ. 2548 เป็น 1.45 คน ในปี พ.ศ. 2568 และกลุ่มสตรีที่ให้กำเนิดบุตรสูงสุด (อัตราเกิดรายอายุ) ค่อย ๆ เปลี่ยนจากกลุ่มอายุ 20 – 24 ปีในปี พ.ศ. 2548 เป็นกลุ่มอายุ 25 – 29 ปี ในปี พ.ศ. 2568 และเมื่อหลังจากปี พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ได้ตั้งข้อสมมุติว่าภาวะเจริญพันธุ์ทั้งจำนวนบุตรโดยเฉลี่ยที่สตรีคนหนึ่งจะมีตลอดวัยเจริญพันธุ์และอัตราเกิดรายอายุคงที่

ในเรื่องการตาย ได้ตั้งข้อสมมุติว่าความยืนยาวชีวิตของประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นไปอีก เริ่มจากในปี พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นปีฐาน อายุขัยเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดของผู้ชายเท่ากับ 68 ปี และของผู้หญิงเท่ากับ 75 ปี ได้มีข้อสมมุติว่าอายุขัยเฉลี่ยของประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นเป็แนวโน้มเส้นตรง ในระยะยาวอีก 50 ปีข้างหน้าอายุขัยเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดของผู้ชายจะเพิ่มเป็น 75 ปี ส่วนผู้หญิงจะเพิ่มเป็น 80 ปี

สำหรับองค์ประกอบสุดท้ายคือการย้ายถิ่นนั้น ได้สมมุติให้การย้ายถิ่นระหว่างประเทศที่ถูกต้องตามกฎหมายของประชากรไทยมีน้อยมากจนไม่ส่งผลกระทบต่อจำนวนและโครงสร้างประชากรมากนัก หมายความว่าประชากรชุดนี้มิได้รวมการย้ายถิ่นของแรงงานที่เข้าหรือออกจากประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายการเพิ่มขึ้นของประชากรไทยช้าลงแต่ผู้สูงอายุกลับเพิ่มเร็วขึ้น

เมื่อกลางปี พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นปีฐานของประเทศไทยมีประชากร 62.2 ล้านคน หนึ่งปีถัดไปประมาณได้ว่าประชากรไทย ณ กลางปี 2549 เพิ่มขึ้นเป็น 62.5 ล้านคน เท่ากับว่าหนึ่งปีมีคนเพิ่มขึ้น 3 แสนคนเศษ คิดเป็นอัตราเพิ่มประชากรร้อยละ 0.6 ต่อปี การเพิ่มของประชากรไทยยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต แต่เป็นการเพิ่มที่ช้าลง แต่ละปีอัตราเพิ่มประชากรค่อย ๆ ลดลง ๆ ในปี พ.ศ. 2565 ดูเหมือนว่าจะเป็นปีที่ประชากรไทยถึงจุดอิ่มตัว อัตราเกิดจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอัตราตาย ทำให้อัตราการเพิ่มของประชากรใกล้เคียงกับศูนย์ จำนวนเกิดในแต่ละปีพอ ๆ กับจำนวนตาย จากประชากรชุดนี้แสดงว่าประชากรไทยจะถึงจุดอิ่มตัวที่จำนวนประมาณ 65 ล้านคนในราวปี พ.ศ. 2565 หลังจากนั้น เป็นไปได้ว่าอัตราเพิ่มประชากรจะติดลบคือต่ำกว่าศูนย์บ้างเล็กน้อย ทำให้จำนวนประชากรแต่ละปีลดลง

อัตราเพิ่มและจำนวนประชากร, พ.ศ. 2548 – 2578

การที่ประชากรไทยในอนาคตเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ จนอิ่มตัวแล้วลดลงนั้น เป็นผลเนื่องมาจากภาวะเจริญพันธุ์ที่ลดต่ำลงและคนไทยมีชีวิตยืนยาวขึ้นอีก ลักษณะเช่นนี้ทำให้โครงสร้างอายุของประชากรเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน หากดูที่จำนวนประชากร เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ในช่วงปี พ.ศ. 2548 – 2578 จะมีจำนวนลดลงจาก 14 ล้าน (ร้อยละ 23 ของประชากรทั้งหมด) เหลือ 9 ล้านคนเศษ (ร้อยละ 14) ส่วนประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15 – 59 ปี) นั้นมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย กล่าวคือในช่วง พ.ศ. 2548 – 2558 จำนวนจะเพิ่มขึ้นจาก 41 ล้าน เป็น 43 ล้านคน หลังจากนั้นจะลดจำนวนลงเหลือ 38 ล้านคนในปี พ.ศ. 2578 อาจกล่าวได้ว่าจำนวนประชากรวัยแรงงานในอนาคตอีก 30 ปีข้างหน้าเกือบไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม การที่จำนวนประชากรวัยเด็กจะลดลงอย่างมากจะมีผลทำให้จำนวนประชากรในวัยเรียน (อายุ 6 – 21 ปี) ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 16 ล้านคนในปี พ.ศ. 2548 เป็น 11 ล้านคนในปี พ.ศ. 2578

สำหรับประชากรกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) คนกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ ในปี พ.ศ. 2548 มีประชากรสูงอายุอยู่ 6 ล้านคนเศษ (ร้อยละ 10) เมื่อถึงปี พ.ศ. 2578 จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 16 ล้านคน (ร้อยละ 25) เท่ากับเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวในเวลาราว ๆ 30 ปีเท่านั้น

จำนวนประชากรวัยต่าง ๆ พ.ศ. 2548 – 2578

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์สำคัญที่มีผลต่อสังคมไทยอย่างมากนั่นคือ การมีผู้สูงอายุมากกว่าเด็ก ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากจำนวนเด็กที่ลดลงในขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า จำนวนเด็กจะพอ ๆ กับผู้สูงอายุ และหลังจากนั้นจะเกิดปรากฏการณ์มีผู้สูงอายุมากกว่าเด็ก

การใช้ “ดัชนีผู้สูงอายุ” (Ageing index) เพื่อเปรียบเทียบระหว่างจำนวนเด็กกับผู้สูงอายุ ดัชนีผู้สูงอายุ เป็นอัตราส่วนของจำนวนประชากรสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ต่อจำนวนประชากรวัยเด็ก (อายุต่ำกว่า 15 ปี) 100 คน ตามความหมายนี้ ดัชนีผู้สูงอายุแสดงให้เห็นว่ามีผู้สูงอายุกี่คนต่อเด็ก 100 คน ถ้าดัชนีมีค่าต่ำกว่า 100 แสดงว่ามีเด็กมากกว่าผู้สูงอายุ และในทางกลับกัน ถ้าดัชนีมีค่าสูงกว่า 100 ก็แสดงว่ามีผู้สูงอายุมากกว่าเด็ก

ดัชนีผู้สูงอายุของประเทศไทย พ.ศ. 2548 – 2578

แสดงแนวโน้มของดัชนีผู้สูงอายุ หรืออัตราส่วนผู้สูงอายุต่อเด็ก 100 คน “ดัชนีผู้สูงอายุ” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ความจริงแนวโน้มเช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดเร็ว ๆ นี้ หากแต่เกิดมานานแล้ว เช่น ในปี พ.ศ. 2503 และ 2513 มีผู้สูงอายุเพียง 11 คนต่อเด็ก 100 คน เมื่อถึงปี พ.ศ. 2548 จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ดัชนีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นถึง 45 อีก 5 ปีถัดไป ผู้สูงอายุมีจำนวนเกินกว่าครึ่งของจำนวนเด็กแล้ว ดัชนีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นด้วยอัตราที่สูงมากในช่วงปี พ.ศ. 2548 – 2553 และ 2553 – 2558 นั้น คือประมาณเกือบร้อยละ 6 ต่อปี แต่ในช่วง พ.ศ. 2558 – 2563 ดัชนีผู้สูงอายุยิ่งเพิ่มเร็วมาก คือสูงถึงร้อยละ 7 ต่อปี หลังจากช่วงนี้ไปแล้ว อัตราเพิ่มของดัชนีผู้สูงอายุลดลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4 – 5 ต่อปี

ระหว่างปี พ.ศ. 2563 – 2564 เป็นช่วงเวลาที่ดัชนีผู้สูงอายุเท่ากับ 100 หมายความว่าช่วงเวลานี้ประเทศไทยมีประชากรวัยเด็กเท่า ๆ กับผู้สูงอายุ หลังจากปี พ.ศ. 2564 ไปแล้วประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุมากกว่าเด็กต่อไปเรื่อย ๆ ปรากฏการณ์ที่มีผู้สูงอายุมากกว่าเด็กเช่นนี้จะไม่สามารถย้อนกลับได้อีกเลย ดังเช่นเหตุการณ์ที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายประสบมาก่อนหน้าประเทศไทย

โครงสร้างประชากรสะท้อนให้เห็นลักษณะการพึ่งพิงกันระหว่างประชากรกลุ่มอายุต่าง ๆ เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป ลักษณะการพึ่งพิงกันก็เปลี่ยนไปด้วย การแสดงระดับของการพึ่งพิงระหว่างประชากรกลุ่มอายุต่าง ๆ นิยมใช้ดัชนีที่เรียกว่า “อัตราส่วนพึ่งพิง” (Dependency ratio) เป็นตัวชี้วัด
“อัตราส่วนพึ่งพิง” คืออัตราส่วนระหว่างประชากรเด็กและประชากรสูงอายุต่อประชากรวัยทำงาน ในการคำนวณอัตราส่วนนี้ ประชากรวัยเด็กคือประชากรอายุต่ำกว่า 15 ปี ประชากรสูงอายุคือประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป และประชากรวัยทำงานคืออายุระหว่าง 15 ถึง 59 ปี ดัชนีนี้มีข้อสมมุติว่าประชากรวัยเด็กและวัยสูงอายุต้องพึ่งพิง (ทางเศรษฐกิจ) ประชากรวัยทำงาน

อัตราส่วนพึ่งพิงตามความหมายข้างต้นนั้นเป็น “อัตราส่วนพึ่งพิงรวม” (Total dependency ratio) คือรวมผู้พึ่งพิงทั้งที่เป็นเด็กและผู้สูงอายุ อัตราส่วนพึ่งพิงยังสามารถจำแนกตามประเภทของผู้ที่ต้องพึ่งพิงเป็น 2 ประเภท คือ อัตราส่วนพึ่งพิงวัยเด็ก (Youth dependency ratio) และอัตราส่วนพึ่งพิงวัยชรา (Old-age dependency ratio) อัตราส่วนพึ่งพิงวัยเด็กเป็นจำนวนเด็กต่อผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน 100 คน ส่วนอัตราส่วนพึ่งพิงวัยชรานั้น เป็นจำนวนผู้สูงอายุต่อผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน 100 คนเช่นกัน ค่าของอัตราส่วนพึ่งพิงทั้งหลายเหล่านี้ยิ่งสูงย่อมแสดงถึงมีจำนวนผู้ที่ต้องพึ่งพิงมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่ทำงานนั่นเอง

ในอดีตประเทศไทยเคยประสบกับสถานการณ์ที่มีเด็กจำนวนมากเมื่อเทียบกับประชากรวัยทำงาน เช่น จากสำมะโนประชากรปีต่าง ๆ พบว่า ค่าอัตราส่วนพึ่งพิงรวมเท่ากับ 85 หมายความว่า มีผู้ต้องพึ่งพิง (เด็กและผู้สูงอายุ) 85 คนต่อผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน (วัยแรงงาน) 100 คน จากนั้นค่าอัตราส่วนพึ่งพิงได้เพิ่มเป็น 93 ต่อ 100 ในปี พ.ศ. 2513 อัตราส่วนพึ่งพิงรวมที่สูงเนื่องจากคนไทยในช่วงเวลานั้นยังมีลูกมากทำให้มีประชากรวัยเด็กมาก ต่อมาประเทศไทยประสบความสำเร็จในการลดอัตราเกิด ทำให้มีเด็กเกิดน้อยลง ส่งผลให้ค่าอัตราส่วนพึ่งพิงที่เคยสูงเกือบ 100 นั้นลดต่ำลง ดังเช่น ในปี พ.ศ. 2543 ค่าอัตราส่วนพึ่งพิงรวมได้ลดลงเหลือ 51 และจะลดลงไปอีกจนเหลือ 48 ในปี พ.ศ. 2553 หลังจากนั้นคาดว่าอัตราส่วนพึ่งพิงรวมจะกลับสูงขึ้นอีกจนถึง 65 ในปี พ.ศ. 2578

การที่ค่าอัตราส่วนพึ่งพิงกลับเพิ่มสูงขึ้นหลังจากที่ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่า 40 ปีเป็นเพราะจำนวนประชากรสูงอายุได้เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิจารณาแยกระหว่างอัตราส่วนพึ่งพิงวัยเด็กและวัยชราแล้ว ก็จะพบว่าอัตราส่วนพึ่งพิงวัยเด็กได้ลดลงอย่างมากและต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 จนถึง พ.ศ. 2578 ในขณะที่อัตราส่วนพึ่งพิงวัยชราได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาเดียวกันนั้น จึงอาจสรุปได้ว่าแนวโน้มรูปแบบการพึ่งพิงจะเปลี่ยนจากการพึ่งพิงของเด็กเป็นส่วนใหญ่ มาสู่การพึ่งพิงของผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่

อัตราส่วนพึ่งพิงรวม อัตราส่วนพึ่งพิงวัยเด็ก และอัตราส่วนพึ่งพิงวัยชรา พ.ศ. 2503 – 2578

ดัชนีอีกตัวหนึ่งที่จะแสดงให้เห็นถึงอัตราส่วนของจำนวนคนในวัยแรงงาน (อายุ 15 – 59 ปี) ต่อผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) 1 คน ได้แก่ “อัตราส่วนเกื้อหนุนผู้สูงอายุ” (Potential support ratio: PSR) แนวความคิดของอัตราส่วนนี้คือ คนในวัยทำงานเป็นผู้ที่มีศักยภาพที่จะดูแลเกื้อหนุนผู้สูงอายุ จึงมีความหมายว่าผู้สูงอายุคนหนึ่งจะมีผู้ที่สามารถช่วยเหลือดูแลสักกี่คน

เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ในปี พ.ศ. 2503 อัตราส่วนเกื้อหนุนผู้สูงอายุสูงมาก มีคนวัยทำงานถึง 12 คนที่ช่วยกันดูแลผู้สูงอายุเพียง 1 คน อัตราส่วนนี้ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง และในอีก 30 ปีข้างหน้า ผู้สูงอายุไทยแต่ละคนจะมีคนวัยทำงานที่อาจจะช่วยในการดูแลค้ำจุนเพียง 2 คนเท่านั้น

อัตราส่วนค้ำจุนผู้สูงอายุของประเทศไทย
พ.ศ. 2503 – 2578

ประชากรไทยในอนาคตเพิ่มช้าลงไปเรื่อย ๆ อีกไม่เกิน 20 ปีข้างหน้า อัตราเพิ่มของประชากรไทยจะใกล้เคียงกับศูนย์ และอาจเป็นไปได้ว่าอัตราเพิ่มประชากรลดลงไปจนต่ำกว่าศูนย์หรือติดลบ จำนวนประชากรไทยใกล้จะถึงจุดคงตัวแล้ว เมื่ออัตราเพิ่มประชากรใกล้เคียงกับศูนย์ ประชากรก็จะมีจำนวนคงตัวที่ประมาณ 65 ล้านคน ในแต่ละปี ประชากรไทยจะไม่เพิ่มหรือลดไปจากจำนวนนี้มากนัก ประชากรไทยมีจำนวนคงตัวในระยะเวลาอีกเพียงประมาณ 15 ปีเท่านั้น

ในขณะที่จำนวนประชากรไทยกำลังเพิ่มช้าลงนั้น ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอายุของประชากรอย่างใหญ่หลวง เมื่ออัตราเกิดลดต่ำลงอย่างมากและผู้คนมีอายุยืนยาวนั้น สังคมไทยจึงกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ในปี พ.ศ. 2548 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด แต่ในอีก 30 ปีข้างหน้า ผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็นร้อยละ 25 ของประชากรทั้งหมด หรือมีจำนวนมากถึง 16 ล้านคน เมื่อถึงเวลานั้น ประชากรสูงอายุจะมีจำนวนมากกว่าประชากรวัยเด็กเสียอีก

สัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้ลักษณะการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจระหว่างประชากรวัยต่าง ๆ เปลี่ยนไป เดิมมีประชากรวัยเด็กที่ต้องพึ่งพิงประชากรวัยแรงงานมากกว่าผู้สูงอายุ แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิงประชากรวัยแรงงานมากกว่าเด็ก อัตราส่วนระหว่างประชากรวัยแรงงานต่อผู้สูงอายุจะลดลงจนเหลือเพียง 2 ต่อผู้สูงอายุ 1 คน ในอีก 30 ปีข้างหน้า การเปลี่ยนแปลงประชากรไทยในอนาคตได้ก่อให้เกิดนัยยะเชิงนโยบายหลายประการ

1. การที่เด็กเกิดใหม่แต่ละปีมีแนวโน้มลดน้อยลงในอนาคตจะทำให้รัฐไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณและสามารถมุ่งเน้นที่คุณภาพของเด็กเกิดใหม่ โดยเฉพาะงานอนามัยแม่และเด็กได้มากยิ่งขึ้น

2. เช่นเดียวกับประชากรเด็ก ประชากรในวัยศึกษาเล่าเรียนมีแนวโน้มลดลง รัฐจะสามารถเน้นคุณภาพของการศึกษาได้ดีขึ้น

3. แม้จำนวนประชากรวัยแรงงานมีแนวโน้มที่จะไม่เปลี่ยนแปลงมากนักในอนาคต แต่ความต้องการแรงงานในระบบเศรษฐกิจของประเทศอาจมีเพิ่มขึ้น “การนำเข้า”แรงงานจากต่างประเทศอาจเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้นการจัดการแรงงานข้ามชาติให้เป็นระบบที่ดีจึงเป็นเรื่องที่ควรได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง

4. ประชากรยิ่งมีอายุมากยิ่งเพิ่มเร็ว สังคมไทยกำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ มาตรการและโครงการที่จะเป็นสวัสดิการให้ประชากรสูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ทั่วไป หรือเรื่องสุขภาพอนามัย ควรที่จะได้เริ่มกันตั้งแต่วันนี้ และจะต้องพัฒนาไปให้ทันกับการเพิ่มอย่างรวดเร็วของประชากรสูงอายุในอนาคต

ธุรกิจสำคัญสำหรับผู้สูงอายุในอนาคต
1. ธุรกิจโรงพยาบาล
2. ธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน
3. ธุรกิจบ้านพักคนชรา
4. ธุรกิจ Health Club
5. ธุรกิจการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ
6. ธุรกิจการผลิตอาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้สูงอายุ
7. ธุรกิจเครื่องช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ เช่น ไม้เท้า รถเข็น แพมเพิส ฯลฯ
8. ธุรกิจส่งอาหารตามบ้าน
9. ธุรกิจที่เกี่ยวกับการจัดงานศพ

…………………………………………………..

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s